ยางพาราวันนี้! เวบไซต์แนะนำความรู้และเทคนิคในการปลูกยางพารา, ทำสวนยางพารา สำหรับเกษตรกร, ยุวเกษตรกร, เจ้าของสวนยางพารามือใหม่ ตลอดจนผู้สนใจเกี่ยวกับยางพาราทั่วไป โดยเน้นเนื้อหาด้านปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การทำสวนยางพาราประสบความสำเร็จ คือ การเลือกพื้นที่ปลูกยางพารา, การเลือกพันธุ์ยางพารา และการจัดการสวนยางพาราในทุก ๆ ด้านหลังจากปลูกแล้ว จนถึงวันที่จะต้องโค่นเพื่อทำการปลูกยางพารารอบใหม่ ต่อไป.. [ดูคำแนะนำสำหรับท่านที่ประสงค์ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเวบ]





โพลิเมอร์ หรือ "สารอุ้มน้ำ" สำหรับปลูกพืช นวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำมาใช้การปลูกยางพาราและพืชอื่น ๆ มากมายหลายชนิดในเขตพื้นที่แห้งแล้งไม่ว่าภาคกลาง-เหนือ-อีสาน-ใต้ ด้วยคุณสมบัติในการดูดเก็บน้ำได้มากไม่น้อยกว่า 200 เท่า จึงทำให้พื้นดินมีความชุ่มชื้นแม้ในฤดูแล้ง ส่งผลให้ต้นยางพาราเจริญเติบโตอย่างงดงามและลดอัตราการตายเนื่องจากภัยแล้งที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
การติดตั้งอุปกรณ์อัดฮอร์โมนเอทธิลีนแบบเลท-ไอเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำยางพารา จะใช้ฝาครอบเหล็ก เป็นตัวเก็บฮอร์โมนและส่งผ่านฮอร์โมนโดยติดอุปกรณ์ดังกล่าวกับผิวเปลือกต้นยางที่ขูดเปลือกด้วยขอบของฝาครอบเองประมาณ 8-9 ครั้ง ตำแหน่งที่ติดฝาครอบอาจเป็นด้านซ้ายต่ำกว่ารอยกรีดเล็กน้อย หลังจากอัดฮอร์โมนแล้วไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงจึงทำการกรีดยางด้วยรอยกรีดสั้นเพียง 4 นิ้ว โดยกรีดแบบกรีดลงด้านล่าง
การติดตั้งอุปกรณ์อัดฮอร์โมนเอทธิลีนแบบริมโฟลว์เพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำยางพารา จะใช้ฝาครอบพลาสติกใส เป็นตัวเก็บฮอร์โมน โดยติดอุปกรณ์ดังกล่าวกับผิวเปลือกต้นยางที่ขูดเปลือกจนเรียบดีแล้วด้วยกาว 2 หน้าชนิดพิเศษที่ติดมาบริเวณฝาครอบ(แบบเก่าใช้วิธีบีบกาวจากหลอด) ตำแหน่งที่ติดฝาครอบพลาสติกจะเป็นด้านขวาเหนือรอยกรีดเล็กน้อย หลังจากอัดฮอร์โมนแล้วไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงจึงทำการกรีดยางด้วยรอยกรีดสั้นเพียง 4 นิ้ว โดยกรีดแบบลากมีดลง แต่รอยกรีดครั้งต่อ ๆ ไป จะขึ้นด้านบนไปเรื่อย ๆ
ในการอัดฮอร์โมนเอทธิลีนเข้าสู่เปลือกของต้นยางพารา จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เข้าช่วย ลักษณะของอุปกรณ์อัดฮอร์โมนเอทธิลีนมีความคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแนวคิดของบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์นั้น ๆ อุปกรณ์แบบ "ริมโฟลว์" ถือว่าเป็นแบบแรกของนวัตกรรมนี้ อุปกรณ์แบบ "เลท-ไอ" เป็นการดัดแปลงอุปกรณ์ต่อจากแบบริมโฟลว์ ทั้ง 2 แบบนี้ มีผู้นิยมใช้มากกว่าแบบอื่น ๆ
แม้ว่าการใช้แก๊สหรือฮอร์โมนเอทธิลีนจะสามารถเพิ่มผลผลิตน้ำยางได้มากอย่างน่าอัศจรรย์ แต่การใช้ฮอร์โมนเอทธิลีนก็มีข้อจำกัดหรือข้อด้อยด้วยเช่นกัน เช่น เหมาะสำหรับสวนยางที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป(หากเป็นพันธุ์ RRIM 600 สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป และต้องเป็นต้นยางที่มีขนาดลำต้นใหญ่หรือมีเส้นรอบลำต้นตั้งแต่ 60 ซม.ขึ้นไปและสภาพสวนยางต้องสมบูรณ์ (ต้นเล็กน้ำยางไม่เพิ่มขึ้น)
การใช้ฮอร์โมนเอทธิลีน(Ethัylene) เพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำยางมีจุดกำเนิดในประเทศมาเลเซีย มานานนับกว่า 10 ปี และได้แพร่หลายไปในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย,ไทย, เวียดนาม,กัมพูชา และบางประเทศในแอฟริกา จึงทำให้ประเทศเหล่านั้นสามารถเพิ่มผลผลิตยางพารามากขึ้น ๆ ในบางปี ก็มีอัตราที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของประเทศไทย ในบางครั้งดูเหมือนมีการเรียกหาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่จะมาช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำยาง บางครั้งเสียงเรียกร้องก็มาจากเกษตรกรชาวสวนยางพาราเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคายางตกต่ำ ดังเช่นทุกวันนี้
นับเป็นเวลาที่เนิ่นนาน ที่มนุษย์พยายามค้นหาวิธีในการที่จะเพิ่มผลผลิตน้ำยางพาราให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ในที่สุดก็พบว่าในทุกครั้งที่มีการกรีดยางหรือทำให้เปลือกยางได้รับบาดแผลจนน้ำยางไหลออกมา ต้นยางก็จะสร้างฮอร์โมนพืชที่มีชื่อว่า "เอทธิลีน" ขึ้นในบริเวณเปลือกยางโดยเอทธิลีนจะมีผลต่อการไหลของน้ำยาง ในปัจจุบันจึงมีการผลิตแก๊สเอทธิลีน ซึ่งถือเป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติเหมือนฮอร์โมนพืช มาเป็นตัวการเร่งหรือกระตุ้นให้ได้น้ำยางมากขึ้นกว่าเดิม 3-10 เท่าต่อวัน หรือ 2.5-4 เท่าต่อเดือน