สถาบันวิจัยยางรายงานว่า การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วในระยะเวลา 3 ปี พืชคลุมดินจะสลายตัวให้อินทรียวัตถุ และให้ธาตุไนโตรเจนแก่ดินถึง 36.7 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งเท่ากับการใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตให้แก่ดินถึง 174 กิโลกรัมต่อไร่ และหากปลูกยาวนานถึง 5 ปี ก็จะสลายตัวให้อินทรียวัตถุ และเพิ่มธาตุไนโตรเจนแก่ดินมากถึง 56.5 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งเท่ากับการใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตให้แก่ดินถึง 269 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนปุ๋ยที่มาก
ในปัจจุบันนี้ เมื่อถึงเวลาเปิดกรีดยาง ปุ๋ยอินทรีย์นับว่ามีความสำคัญมากต่อผลผลิตน้ำยาง สวนยางพาราที่เคยปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว(และดูแลบำรุงรักษาพืชคลุมมาเป็นอย่างดีตั้งแต่ต้นยางพารายังเล็ก) สถาบันวิจัยยางแนะนำว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์เลยเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปี ก็ยังได้ เนื่องจากเศษซากของพืชคลุมดิน รวมทั้งเศษกิ่งไม้ ใบยางที่ร่วงหล่นทับถมบนดินในสวนยางพารามาเป็นเวลาหลายปีเมื่อย่อยสลายจะกลายเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุตามธรรมชาติให้กับดินไม่ว่าจะเป็นดินในเขตปลูกยางเดิมหรือเขตปลูกยางใหม่ก็ตาม ประหยัดเงินได้เท่าไหร่? นี้เป็นประโยชน์ของการปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ที่เห็นชัดเจนประการแรก ผลประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่สำคัญ ๆ เช่น
- ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชทำให้ลดเวลา แรงงาน ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการปราบวัชพืชได้มากพอสมควร
- ป้องกันการชะล้างหน้าดินและลดการพังทลายของหน้าดิน ไม่ว่าจะเป็นที่ราบหรือที่ลาดเท
- ช่วยลดอุณหภูมิในดินและช่วยรักษาความชื้นในดิน ทำให้ดินมีคุณสมบัติดีในทุก ๆ ด้าน
ข้อควรระวังในการปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ก็คือ เมื่อพืชคลุมดินเจริญเติบโตขึ้นมาแล้ว ก็จะเลื้อยไปในทุกทิศทาง ชาวสวนยางพาราต้องคอยตลบให้พืชคลุมดินอยู่ห่างจากแถวต้นยางประมาณ 1 เมตร ในทุก ๆ สัปดาห์ และเมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง ควรทำแนวป้องไฟ กว้าง 8 เมตร รอบ ๆ สวน เพื่อป้องกันไฟไห้มสวนยาง
- 15/08/2008 17:00 - ชนิดและพันธุ์พืชคลุมดินในสวนยางพารา
- 24/03/2008 00:29 - วิธีปลูกพืชคลุมดินในสวนยางพารา





