ไม้กฤษณา(Agarwood) หรือไม้หอม เป็นไม้พื้นเมืองของไทย ที่มีกลิ่นหอมและสามารถสกัดน้ำมันหอมมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ หลายประเภท เช่น ใช้น้ำมันกฤษณาเพื่อผสมเป็นหัวเชื้อในการผลิตน้ำหอม, ใช้ไม้กฤษณาในทางเภสัชกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย จึงทำให้มีผู้เสาะหาไม้กฤษณาเพื่อนำไปจำหน่ายและส่งเป็นสินค้าออกมาอย่างช้านานแล้ว เนื่องจากว่าเป็นไม้ที่หายาก ราคาจึงอยู่ในระดับที่สูงมาก, เนื่องจากว่าประเทศผู้สั่งซื้อมีมากกว่าผู้ผลิตและเป็นสินค้าที่ต้องใช้ตลอดไป, เนื่องจากว่า ยังไม่มีใครทราบเทคนิคในการกระตุ้นต้นไม้กฤษณาให้เกิดสารกฤษณาหรือแก่นกฤษณาได้เป็นปริมาณมาก ๆ ตลาดของไม้กฤษณาจึงยังคงเปิดกว้างอย่างท้าทายตลอดเวลาที่ผ่านมาและในอนาคต
เมื่อเทียบหรือไม่เทียบกับการพยายามสืบเสาะค้นหาเทคนิคที่สุดยอดในการกระตุ้นให้เกิดสารกฤษณาในต้นกฤษณาแล้ว การปลูกต้นกฤษณาดูเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ เพียงเข้าใจธรรมชาติจากแหล่งที่พบต้นกฤษณาจากป่าดิบชื้น หรือป่าดิบแล้ง นั่นเอง
ดังนั้น พื้นที่ที่เหมาะต่อการปลูกต้นกฤษณา จึงควรเป็นที่มีความชุ่มชื้น, เป็นที่เนิน, น้ำไม่ท่วม, น้ำไม่ขัง, เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี หรือเป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย การปลูกต้นกฤษณาอาจปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยว หรือปลูกร่วมกับพืชหรือไม้ยืนต้นอื่น(สวนป่าวนเกษตร) เช่น ปลูกร่วมกับยางพาราหรือสวนผลไม้ หรือป่าชุมชน เนื่องจากต้นกฤษณาชอบแหล่งปลูกที่มีความชื้นสูงและต้องการร่มเงาบ้าง(สำหรับในที่แห้งแล้งยาวนาน)ขณะที่ต้นยังเล็กอยู่(1-2 ปี) การปลูกต้นกฤษณาร่วมกับยางพาราจึงเป็นการเปลี่ยน "พื้นที่ว่างระหว่างแถวต้นยางที่ไร้ค่า" มาเป็น "พื้นที่ที่สุดล้ำค่า" ในสวนยางพารา นั่นเอง และที่สำคัญมาก ๆ ก็คือว่า หากท่านต้องการตั้งโรงงานเพื่อกลั่นน้ำมันกฤษณาด้วย ก็จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าพื้นที่ในจังหวัดและอำเภอใดสามารถตั้งโรงงานกลั่นได้หรือไม่ได้
เนื่องจากเวบไซต์นี้มุ่งเน้นด้านการทำสวนยางพารา จึงจะขอกล่าวเฉพาะการปลูกต้นกฤษณาในสวนยางพาราเท่านั้น เนื่องจากต้นกฤษณามักเจริญเติบโตได้ดีในที่มีความชื้นพอสมควร ดังนั้นในเขตพื้นที่ที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งอย่างยาวนานจึงควรปลูกต้นกฤษณาเมื่อสวนยางพารามีร่มเงาบ้างแล้ว จึ่งเหมาะที่จะปลูกเมื่อต้นยางพารามีอายุประมาณ 3-4 ปี แต่หากต้องการปลูกให้เร็วกว่านี้ ก็สามารถทำได้โดยอาจจะปลูกกล้วยเป็นพืชแซมยางเพื่อให้มีร่มเงาและสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ดินก่อน สำหรับในภาคใต้ซึ่งอากาศไม่ร้อนมากนักและมีความชื้นในอากาศอย่างพอเพียง ก็สามารถปลูกต้นกฤษณาได้ตั้งแต่ปีแรก หรือปีที่ 2 ,3,4 โดยไม่จำเป็นต้องปลูกพืชแซมยางใด ๆ ก่อนก็ได้เช่นกัน เนื่องจากความนิยมในการปลูกต้นกฤษณาเริ่มมีมากขึ้นเมื่อ 3-4 ปีมานี้ ดังนั้นจึงมักพบเห็นการพยายามนำไม้กฤษณาไปปลูกในสวนยางพาราที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปบ้างพอสมควร ซึ่งการมีร่มเงามากเกินไปก็จะทำให้ต้นกฤษณาโตช้าหรือสูงผอมไปบ้างดังภาพ
พันธุ์ไม้กฤษณา
พันธุ์ไม้กฤษณาที่นิยมปลูกกันอยู่ทั่วไปในขณะนี้มักเป็นพันธุ์ Aquilaria crassna Pierre ex Lec. ซึ่งมีลักษณะเปลือกนอกเป็นสีเทาหรือเทาปนขาว ใบเป็นรูปเรียวถึงเรียวแหลม ลำต้นสูง10-30 เมตร ในขณะที่พันธุ์ Aquilaria malaccensis Lamk. อาจให้น้ำมันหอมที่มีคุณภาพที่ด้อยกว่าพันธุ์แรก ส่วนพันธุ์ Aquilaria subintegra Hou. นั้น ตอนนี้หาได้ค่อนข้างยากมาก ๆ
ระยะปลูกต้นกฤษณาในสวนยางพารา
ปลูกทดแทนต้นยางที่ตาย ในกรณีที่ปลูกยางพาราไว้แล้วและอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปและต้นยางตาย (หลัง 2 ปี แล้วไม่ควรปลูกซ่อม) ก็สามารถปลูกต้นกฤษณาในหลุมนั้น หรือใก้ล ๆ หลุมนั้นได้ - ปลูกระหว่างแถวต้นยางพารา หากเป็นสวนยางพาราที่ขอทุนสงเคราะห์กับทางสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางหรือสกย. ซึ่งจะกำหนดให้ปลูกไม้ป่าในสวนยางพาราได้ไม่เกิน 15 ต้นต่อไร่โดยไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาติเพิ่มเติม ก็อาจจะปลูกต้นกฤษณาใน ระยะ 3x7 เมตร หรือ 6x7 เมตร หรือ 9x7 เมตร หรือปลูกระยะ 3x14 เมตร หรือ 6x14 เมตร หรือ 9x14 เมตร ก็ได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนดังที่กล่าว
- ปลูกระหว่างแถวต้นยางพารา (เป็นสวนยางพาราที่ขอทุนสงเคราะห์กับทางสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางหรือสกย.) แต่ต้องการปลูกต้นกฤษณาให้ได้มากกว่า 15 ต้นต่อไร่ ซึ่งอาจปลูกระยะ 2x7 เมตร หรือ 3x7 เมตร ตลอดแถวต้นยางพาราทั่วทั้งแปลง กรณีแบบนี้ก็ต้องคุยหรือขออนุญาติกับทางสกย.ก่อน
- สำหรับผู้ที่ลงทุนปลูกยางพาราเอง และต้องการปลูกไม้กฤษณาในระยะ 2x7 เมตร หรือ 3x7 เมตร ตลอดแถวต้นยางพาราทั่วทั้งแปลง แม้จะทำได้ แต่ก็ต้องพิจารณาดูว่าในหน้าฝน ความชื้นที่มีมากขึ้นในสวนยางจะทำให้สวนยางเสี่ยงต่อโรคที่จะมาจากเชื้อราหรือไม่
การขุดหลุมปลูกต้นกฤษณา
- ให้ขุดหลุมปลูกแบบปลูกไม้ป่าทั่ว ๆ ไปก็ได้ คือ กว้าง 30 ซม. ยาว 30 ซม. และลึก 30 ซม. ตากดินไว้สัก 15-20 วัน
- จากนั้นทำการรองก้อนหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า ๆ หรือปุ๋ยหมักเล็กน้อย แล้วผสมปุ๋ยคอกเก่า ๆ หรือปุ๋ยหมักกับดินที่ขุดไว้ในอัตราส่วน 1:1 แล้วกลบดินลงหลุมจนเต็ม รอฤดูปลูกที่จะมาถึง ซึ่งก็ควรเป็นต้น หรือ กลางฤดูฝน
การปลูกต้นกฤษณา
ควรปลูกในต้น-กลางฤดูฝน โดยใช้มีดกรีดถุงออกและต้องระวังอย่าให้ดินแตก ปลูกให้ลึกจากระดับคอดินเดิมประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วกลบดินให้แน่น นำไม้ชนิดที่มีความแข็งพอสมควรปักใกล้โคนต้นกล้าแล้วมัดด้วยเชือกฟางเพื่อป้องกันลมพัด ทำการคลุมโคนด้วยหญ้าแห้ง (ต้นกฤษณาเมื่อโตขึ้นมักล้มง่าย การปลูกให้ลึกจากระดับคอดินเดิมประมาณ 2-3 นิ้วก็อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้บ้าง)
การตัดแต่งกิ่งต้นกฤษณา
การตัดแต่งกิ่งคงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการปลูกด้วยว่าต้องการผลผลิตอย่างไรแบบไหน แต่ทั้งนี้ ก็ควรระมัดระวังไม่ตัดแต่งกิ่งจนทำให้การเจริญเติบโตชะงัก และการตัดแต่งกิ่งมากเกินไปอาจทำให้ส่วนบนหรือพุ่มใบใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกิดการล้มได้ง่ายขึ้น
หมายเหตุ:
- เรื่องราวของไม้กฤษณาคงมีอีกมากมาย ที่สำคัญมาก ๆ ก็คือเทคนิคการกระตุ้นให้เกิดสารกฤษณาในปริมาณมาก ฯลฯ สำหรับในเวบนี้ก็คงเขียนเฉพาะที่จำเป็นในบางเรื่องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ควรปลูกไม้กฤษณา อย่างน้อยสัก 25 ต้น เผื่อว่าในอนาคตเราอาจจะเปิดโรงกลั่นน้ำมันกฤษณาขนาดเล็ก (ขนาด 5 หม้อ)ของเราเองได้
ใช่ว่าทุกคนหรือสวนยางพาราทุกสวนจะสามารถปลูกและจัดการกับผลผลิต(ชิ้นไม้กฤษณาหรือน้ำมันกฤษณา)ได้ หากเราศึกษาพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เราจะพบว่าไม้กฤษณาไม่ได้เป็นไม้หวงห้าม แต่ถูกกำหนดให้เป็น "ของป่าหวงห้าม" นั่นก็คือเป็นของป่าหวงห้ามเฉพาะกับไม้กฤษณาที่ขึ้นหรือปลูกในเขตป่าเท่านั้น แต่ถ้าเราปลูกต้นไม้กฤษณาในที่ไม่ใช่ป่า ก็จะไม่เป็น "ของป่าหวงห้าม" การปลูกต้นกฤษณาในที่ดินที่ไม่ใช่ป่า ก็คือการปลูกในที่ดินที่เรามีเอกสารสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดิน, น.ส. 3, น.ส. 3 ก เป็นต้น ดังนั้น สวนยางพาราแปลงใดที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวก็จะต้องเจอปัญหาข้อกฎหมายเมื่อจะทำการเก็บของป่าหวงห้าม(ตอนปลูกไม่เป็นปัญหา)- การขายผลผลิตจากต้นกฤษณาอาจขายเป็นน้ำมันกฤษณาหรือแก่นไม้กฤษณา หากขายเป็นน้ำมันกฤษณาจะขายโดยใช้หน่วยวัดปริมาณเป็นโตร่า(TORA) โดย 1 โตร่า เท่ากับ 12.5 ซีซี. ในประเทศไทยมีขายมากที่กรุงเทพฯ แถวซอยนานา ถนนสุขุมวิท ราคาขายโตร่าละ 4,000-10,000 บาทหรือลิตรละ 320,000-800,000 บาท แต่ถ้าส่งออกต่างประเทศราคาจะสูงไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของราคาในประเทศ สำหรับราคาของแก่นไม้กฤษณา มักขายเป็นกิโลกรัม หากเป็นไม้กฤษณาเกรด 1 ราคาจะประมาณ 70,000-200,000 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าส่งออกต่างประเทศราคาจะสูงไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของราคาในประเทศ เช่นกัน





