ธาตุไนโตรเจน
โดยธรรมชาติ ธาตุไนโตรเจนในดินจะมาจากการสลายตัวของสารอินทรียวัตถุโดยจุลินทรีย์จะเป็นผู้ย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุไนโตรเจนออกมาในรูปของอนุมูลสารประกอบ เช่น แอมโมเนียมไอออน (NH4+) และไนเทรตไอออน (No3-) แต่เนื่องจากในขณะนี้ดินมักมีอินทรีย์วัตถุเหลืออยู่น้อย จึงทำให้ไนโตรเจนในดินมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืชหรือต้นยางพารา เราจึงต้องใส่ปุ๋ยเคมีลงไปในดินเพื่อเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดินและพืชหรือต้นยางพารา นอกจากนี้ ในความเป็นจริง ธาตุไนโตรเจนมีอยู่อย่างมากมายในอากาศในรูปของก๊าซไนโตรเจน แต่พืชโดยทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เลย ยกเว้น พืชตระกูลถั่ว รวมทั้งพืชคลุมดินตระกูลถั่วด้วย เท่านั้น ที่มีระบบรากพิเศษที่ทำให้สามารถเปลี่ยนรูปก๊าซไนโตรเจนจากอากาศมาเป็นธาตุไนโตรเจนที่ปมรากได้ ซึ่งเรียกขบวนการนี้ว่า “Nitrogen fixation”
ธาตุไนโตรเจน เป็นธาตุที่สำคัญมากในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นยางพาราในระยะก่อนให้ผลผลิต และในระยะที่ต้นยางพาราให้ผลผลิตน้ำยางแล้ว ธาตุไนโตรเจนทำให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากขึ้น ธาตุไนโตรเจนจึงเป็นธาตุอาหารที่ต้นยางพาราต้องการตลอดชีวิต ปุ๋ยที่เหมาะสำหรับยางพาราจึงมักเป็นปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เช่น 20-8-20, 25-7-7 หรือ 29-5-18 เป็นต้น
ธาตุฟอสฟอรัส
แหล่งที่มาของธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินมาจากการสลายตัวผุพังของหินแร่ในดิน การสลายตัวของสารอินทรียวัตถุในดินก็สามารถปลดปล่อยฟอสฟอรัสออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชที่ปลูกได้เช่นกัน ธาตุฟอสฟอรัสในดินที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้จะต้องอยู่ในรูปของอนุมูลสารประกอบที่เรียกว่า ฟอสเฟตไอออน (H2PO4- และ HPO4-) ซึ่งจะต้องละลายอยู่ในน้ำในดิน
ในความเป็นจริง ธาตุฟอสฟอรัสในดินมักมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มักละลายน้ำได้ยาก ดังนั้น จึงไม่อาจเป็นประโยชน์กับพืชหรือต้นยางพาราได้ นอกจากนี้ อนุมูลฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้ มักจะทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุต่าง ๆ ในดิน ดังนั้น เมื่อเราใส่ปุ๋ยฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้ลงไปในดิน ประมาณร้อยละ 90 จะทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุในดินกลายเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำยาก จนไม่อาจเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสเฟต จึงไม่ควรคลุกเคล้ากับดิน เพราะจะทำให้ปุ๋ยฟอสเฟตทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุต่างๆ ในดินได้เร็วขึ้น จึงควรจะใส่ปุ๋ยฟอสเฟตแบบเป็นจุดหรือโรยเป็นแถบให้ถึงระดับบริเวณที่มีรากของยางพาราอยู่ ปุ๋ยฟอสเฟตถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดหรือติดอยู่กับรากของยางพารา ก็จะไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ดังนั้น ในการปลูกยางพารา เราจึงควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหินฟอสเฟต(0-3-0)ก่อน
ธาตุฟอสฟอรัส จะทำให้ระบบรากของพืชและต้นยางพาราในระยะแรก ๆ แข็งแรงแพร่กระจายไปในดินอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็จะทำให้สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารพืชได้ดี สำหรับพืชอื่น ธาตุฟอสฟอรัส จะช่วยในการออกดอกและติดผลดีขึ้น เร็วขึ้น
ธาตุโพแทสเซียม
ธาตุโพแทสเซียมในดินมาจากการสลายตัวของหินและแร่หลายชนิด โพแทสเซียมที่อยู่ในรูปอนุมูลบวก หรือโพแทสเซียมไอออน (K+) เท่านั้นที่พืชจะดึงดูดไปใช้เป็นประโยชน์ได้ อนุมูลโพแทสเซียมในดินมักพบอยู่รอบ ๆ ผิวของอนุภาคดินเหนียว ดังนั้นดินที่มีเนื้อดินละเอียด เช่น ดินเหนียว จึงมีปริมาณของธาตุโพแทสเซียมสูงกว่าดินที่มีเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย หรือดินร่วนปนทราย ถึงแม้โพแทสเซียมไอออนจะดูดยึดอยู่ที่อนุภาคดินเหนียว แต่รากพืชหรือยางพาราก็สามารถดึงดูดธาตุนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ๆ พอ ๆ กับเมื่อมันละลายอยู่ในน้ำในดิน
ธาตุโพแทสเซียมมีความสำคัญในการสร้างและการเคลื่อนย้ายอาหารพวกแป้งและน้ำตาลไปเลี้ยงส่วนที่กำลังเติบโต และส่งไปเก็บไว้เป็นเสบียงที่หัวของพืชหรือที่ลำต้น สำหรับต้นยางพาราในระยะเปิดกรีดหรือระยะให้ผลผลิต ธาตุโพแทสเซียมทำให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากขึ้น ปุ๋ยที่เหมาะสำหรับต้นยางพาราระยะนี้ คือปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียมสูงด้วย เช่น 15-7-18 หรือ 29-5-18 เป็นต้น
- 16/09/2008 17:00 - หลักการใช้ปุ๋ยยางพาราตามค่าวิเคราะห์ดินโดยสังเขป
- 31/05/2008 17:00 - ปุ๋ยปลอม? และวิธีเก็บตัวอย่างปุ๋ยเพื่อส่งตรวจสอบ
- 05/04/2008 17:00 - ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อปุ๋ยยางพารา
- 04/04/2008 17:00 - แนวทางการพิจารณาเลือกใช้ปุ๋ยยางพารา
- 25/03/2008 17:00 - ความหมายของศัพท์เกี่ยวกับปุ๋ยสำหรับยางพารา
- 24/03/2008 00:29 - เกริ่นนำเกี่ยวกับธาตุอาหารพืชและยางพารา





