ถ้าจะย้อนเวลาถอยหลังไปสัก 15 ปี หรือมากกว่านั้นเท่าที่ความทรงจำที่ค่อนข้างเลือนลางพอจะให้ข้อมูลได้ ชีวิตชาวสวนยางพาราสมัยนั้นเหนื่อยยาก ลำบาก พอสมควร(ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คือ มาก) เพราะหลังจากที่ชาวสวนยางเก็บรวบรวมน้ำยางสดจากสวนยางในแต่ละเช้าได้แล้ว ทุกคน ทุกหน ทุกแห่ง ก็จะนำน้ำยางสดมาทำยางแผ่นดิบ โดยเริ่มตั้งแต่ นำน้ำยางสดมากรอง-เทใส่ตะกง-ผสมน้ำ-ผสมกรด-เมื่อน้ำยางแข็งตัวก็นำมาเหยียบด้วยเท้าให้เป็นแผ่นบาง-นำเข้าจักรรีดเรียบมือหมุน 2-3 ครั้ง-นำเข้าจักรรีดดอก 1 ครั้ง-ล้างน้ำ-นำไปผึ่งในที่กลางแจ้งแต่ไม่โดนแดดมากนัก 1 วัน-นำมาผึ่งไว้ใต้หลังคาหรือใต้ถุนบ้านอีก 5-6 วัน แล้วรวบรวมนำยางแผ่นดิบไปขายตามร้านรับซื้อยางในหมู่บ้าน, ในตำบล, หรือในอำเภอ ซึ่งจะได้รับเงินค่ายางเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับพ่อค้า จะเป็นผู้กำหนดคุณภาพยางและราคายางให้ การต่อรองคงทำได้แต่คงน้อยมาก แม้บางแห่งที่ชาวสวนยางพอจะรวมตัวเป็นกลุ่มยางแผ่นดิบได้บ้าง แต่คุณภาพยางแผ่นดิบที่แตกต่างกัน ก็มักทำให้เกิดปัญหาภายในกลุ่มเสมอมา
เมื่อโรคร้ายระบาด ทำให้ความต้องการถุงมือยาง ที่ต้องทำจากน้ำยางพาราเท่านั้น มีมากขึ้น การซื้อขายน้ำยางสดจึงเป็นโอกาสและหนทางเลือกใหม่สำหรับชาวสวนยางพาราโดยเฉพาะในภาคใต้ และกอปร์กับใน 4 ปีล่าสุด(ก่อนถึงเดือนตุลาคม 2551) ราคายางได้ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชีวิตชาวสวนยางดูเหมือนจะพบกับความลงตัวใหม่ที่สะดวกสบายด้วยการขายน้ำยางสดให้กับกลุ่มน้ำยางของตนเองบ้าง ขายให้กับสหกรณ์กองทุนสวนยาง ต่าง ๆ บ้าง ภาระกิจแห่งการงานและการรับเงินค่าน้ำยางเสร็จภายในเวลา 10.00-11.00 น.
เจ้าของสวนยางพาราร้อยละ 100 ที่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์จากการทำ-ขายยางแผ่นดิบมาเป็นการขายน้ำยางสดไม่เคยหวนกลับมาทำยางแผ่นดิบอีกเลยแม้แต่คนเดียวไม่ว่าราคายางแผ่นดิบจะสูงอย่างไร หรือแม้ว่าราคาน้ำยางสดจะอยู่ในระดับต่ำกว่ายางแผ่นดิบ 5-9 บาทต่อกิโลกรัม(ในบางช่วง) ก็ตาม เหตุผลหนึ่งและเป็นเหตุผลหลักที่เป็นเช่นนี้ คงเป็นเพราะเนื่องจากที่ผ่านมา 4-5 ปี ราคายางพาราได้ขยับสูงขึ้น ๆ ในแต่ละปี และสูงในระดับที่ชาวสวนยาง "ยิ้มอย่างมีความสุขทุกครั้งที่ขายน้ำยาง"
ถ้าเรานำราคายางพารา(เฉลี่ยรายเดือน)ระหว่างยางแผ่นดิบและน้ำยางสดมาเปรียบเทียบกันในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมา(ปี 49,50 และ 51) ก็จะพบว่า ไม่เคยมีปีใดที่น้ำยางสดจะมีราคาสูงกว่ายางแผ่นดิบตลอดทั้งปี และไม่เคยมีปีใดที่ยางแผ่นดิบจะมีราคาสูงกว่าน้ำยางสดตลอดทั้งปีเช่นกัน กลไกของราคาของยางทั้ง 2 ชนิดนี้ในปีต่อ ๆ ไป ก็คงอยู่ในลักษณะนี้ต่อไปอีกนาน นอกจากนี้ก็ยังพบว่า ระยะเวลาที่ยางแผ่นดิบสูงกว่าราคาน้ำยางสดตั้งแต่ 3-6 บาทต่อกิโลกรัม ในแต่ละปี มีประมาณ 5 เดือน และมักเป็นช่วงเวลาประมาณกลาง ๆ ปี(หลังยางพาราผลัดใบ)เป็นต้นไป สำหรับช่วงเวลที่น้ำยางสดมีราคาสูงกว่ายางแผ่นดิบบ้าง(ประมาณ 1-2 บาท)จะมีเพียงปีละประมาณ 2 เดือน โดยเฉพาะในเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ยางพาราในภาคใต้ผลัดใบ
ในช่วงราคายางดีที่ผ่านมา การขายน้ำยางสดเพียงอย่างเดียว ก็ทำให้ชาวสวนยางมีรายได้ที่งดงามโดยไม่ยากลำบาก แต่แน้วโน้มที่ราคายางพาราอาจไม่สูงเหมือนที่ผ่านมา หรือถ้าจะสูงขึ้นอีกก็คงต้องใช้เวลานับปี จะดีแค่ไหน หากชาวสวนยางพาราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการขายผลผลิตยางให้เป็นไปตามความต้องการของโรงงานหรือผู้ซื้อที่บอกมาในรูปแบบของระดับราคายางแต่ละชนิดที่สูงในขณะนั้นได้โดยชาวสวนยางอาจเป็นหรือไม่เป็นผู้ทำยางแผ่นดิบเอง?
- 26/12/2008 17:00 - การทำยางแผ่นดิบด้วยตะกงตับ หรือตะกงชุด หรือตะกงปูน
- 25/12/2008 17:00 - การทำยางแผ่นดิบคุณภาพดี
- 24/12/2008 17:00 - หลักเบื้องต้นในการทำยางแผ่นดิบคุณภาพดี
- 22/12/2008 17:00 - ลักษณะยางแผ่นดิบคุณภาพดี
- 21/12/2008 17:00 - การทำยางก้อนถ้วย





