ในปัจจุบันนี้ อาการเปลือกแห้งหรือหน้าแห้งของต้นยางพารา(กรีดยางแล้วไม่มีน้ำยางไหลออกมา-Tapping panel dryness) กำลังจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกษตรกรชาวสวนยางพาราเกือบทุกคนต้องประสบและยอมรับสภาพชนิดไม่อาจปฏิเสธได้ แต่มองอีกแง่หนึ่งอาจไม่ธรรมดาและน่ากังวลจนคนคิดก็พลอยจะหน้าแห้งตามต้นยางไปด้วยก็คือว่า อาการเปลือกแห้ง มีแนวโน้มาแรงมาก ๆ เมื่อหวนคิดเปรียบเทียบกับการกรีดยางในอดีต อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง?
หากเป็นโรคอื่น ๆ เช่น โรคราแป้งหรือโรคใบร่วงครั้งที่สอง นักวิชาการสามารถบอกได้ชัดเจนว่าเกิดจากเชื้อรา เพราะพบเชื้อราสาเหตุของโรคจริง ๆ แต่อาการเปลือกแห้งในขณะนี้ นักโรคพืชทั่วโลกยังไม่พบว่าเกิดจากเชื้อใด และเชื่อมั่นว่าไม่ได้เกิดจากเชื้อใด จากการทดลองของสถาบันวิจัยยางพบว่า การใช้ระบบกรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน(S/2 D/2) สวนยางมีจำนวนต้นยางที่มีอาการเปลือกแห้งไม่ถึงร้อยละ 2 แต่ถ้าใช้ระบบกรีดทุกวัน การกรีดหนึ่งในสามและกรีดครึ่งต้น จะทำให้มีจำนวนต้นยางที่มีอาการเปลือกแห้งสูงขึ้นจนน่าตกใจ (ร้อยละ 8 และ 26 ตามลำดับ) แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่น่าสรุปได้ระดับหนึ่งว่า "การเร่งรัดให้น้ำยางออกมากเกินไป" เป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ต้นยางแสดงอาการเปลือกแห้งมากขึ้นอย่างแน่นอนที่สุด
การเร่งรัดให้น้ำยางออกมากเกินไปในที่นี้หมายถึง การกรีดยางที่ใชระบบการกรีดถี่(เช่น 4-5 วันเว้นวัน), การเปิดกรีดในขณะที่ต้นยางพารายังเล็กไม่ได้ขนาดเปิดกกรีด, การกรีดในขณะที่ต้นยางกำลังผลิและสร้างใบใหม่หลังการผลัดใบในหน้าแล้ง, การใช้สารหรือแก๊สเร่งน้ำยางโดยไม่ถูกวิธี หรือในกรณีของยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251 (RRIT 251) หรือพันธุ์บ้านเลียบจาก อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำยางมาก แต่หากใช้ระบบกรีดที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้ระบบกรีดถี่เช่นพันธุ์ RRIM 600 ก็จะส่งผลให้มีอาการเปลือกแห้งอย่างแน่นอนภายในระยะเวลาไม่เกิน 1-2 ปี
แล้วเกษตรกรชาวสวนยางพาราทราบหรือไม่ว่า การกรีดถี่จะส่งผลให้มีจำนวนต้นที่แสดงอาการเปลือกแห้งมากขึ้น ๆ คำตอบคืออาจทราบบ้าง แต่มีหลายอย่างที่ทำให้คำตอบอยู่ในภาวะคลุมเครือ
นักเกษตรคงจะเกือบทุกคนที่เคยเห็นชาวบ้านนำมีดพร้าหรือขวานไปสับ ๆ เปลือกบริเวณลำต้นของมะขามหรือมะม่วงเพื่อเร่งให้ออกดอกและมีผลเพราะเห็นว่ามีอายุและความสมบูรณ์พอที่จะให้ผลผลิตได้แล้ว เราไม่รู้ว่าหลังจากทำแบบนั้นแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านชีวะเคมีภายในต้นไม้ที่เราไปสับอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่บอกเล่าถ่ายทอดกันมา ก็คือว่า คล้าย ๆ กับต้นไม้นั้จะมีสัญชาติญาณรับรู้ว่า ตัวเองกำลังจะต้องตายและต้องสูญพันธุ์ จึงเกิดการผลิดอก ติดผลขึ้นมา
สำหรับต้นยางพารา อาจไม่ใช่ แต่ใก้ลเคียงหรือมีผลไปตามธรรมชาติตามแบบฉบับเฉพาะของยางพาราเท่านั้น ต้นยางพาราเป็นสิ่งมีชีวิต มีสัญชาติญาณในการพยายามอยู่รอดหรือไม่เมื่อโดนทำร้าย หากวิเคราะห์ว่า "มี" ก็ไม่น่าจะผิด ในเมื่อการกรีดยางแต่ละครั้งถือเป็นการทำร้ายต้นยางที่รุนแรงพอควร เมื่อการทำร้ายรุนแรงหรือมีมากขึ้น ๆ จากการเร่งรัดให้น้ำยางออกมาก ๆ โดยไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกวิธี ก่อนที่ต้นยางจะตายหรือเข้าขั้นวิกฤติ จึงน่าจะมีกลไกบางอย่าง
ที่จะมาหยุดยั้งการใหลของน้ำยาง ซึ่งเมื่อมีการศึกษาลึกลงไปในระดับเซลด้วยกล้องจุลทรรศ์ ก็พบเซลอุดตันภายในท่อน้ำยาง เมื่อไม่มีการสร้างน้ำยาง สารอาหารที่ใบยางสร้างขึ้นก็จะถูกนำไปใช้บำรุงเปลือก(ลำต้น)มากขึ้น ส่งผลให้เกิดเปลือกงอกใหม่เจริญและดันเปลือกเดิมออกมา ซึ่งเราจะมองเห็นเป็นเปลือกแตกและล่อนออกมาเป็นแผ่น(พบกับต้นยางพาราที่พักการกรีดนานแล้ว) แม้เปลือกงอกใหม่จะมีน้ำยางบ้างแต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
เมื่อนึกย้อนไปในสมัยที่ราคายางตกต่ำมาก ๆ ในปี 2544-2545 ราคายางแผ่นดิบในขณะนั้น 22-29 บาทต่อกิโลกรัม ชาวสวนยางพาราจะโอดครวญว่าแต่ละวันมีรายได้น้อย ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงต้องกรีดยางติดต่อกันหลาย ๆ วัน (4-5 วัน) ก็เป็นเหตุผลที่น่าเห็นใจ จนเราพูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน แต่ครั้นราคายางพาราสูงขึ้น ๆ ดังเช่นในทุกวันนี้ ราคายางอยู่ในช่วง 92-102 บาทต่อกิโลกรัม ก็พบว่าชาวสวนยางพารายังคงกรีดยางติดต่อกันหลาย ๆ วันเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่า ช่วงราคายางดี ๆ ราคาสูง ๆ ก็ต้องรีบฉวยโอกาสบ้าง และดูท่าว่าจะกรีดหนักมากกว่าช่วงราคายางตกต่ำ ประกอบกับสมัยนี้ น้ำมันก็แพง ปุ๋ยบำรงต้นยยางก็แพง(สุด ๆ) ข้าวสาร ข้าวของทุกอย่างก็แพง รายจ่ายมีมากมาย ส่งลูกเรียนบ้าง ผ่อนรถบ้าง ซื้อหวยบ้าง ทั้งบนดิน ใต้ดิน รวมถึงหวยรูปสัตว์ วัน ๆ ก็หลายเหมือนกัน ดูแล้วผู้ที่จะต้องรับภาระเหล่านี้ หนีไม่พ้น "ต้นยาง" ที่แทบไม่มีวันได้พักผ่อนเลย นอกจากฟ้าจะช่วยให้ฝนตกจนหน้ายางเปียก..
ที่ร้ายไปกว่านั้น ก็คือว่าเมื่อต้นยางผลัดใบในหน้าแล้ง แล้วผลิใบใหม่-สร้างใบให้สมบูรณ์ ช่วงนี้ควรหยุดพักการกรีด แต่ก็ยังมีชาวสวนยางบางคนยังคงกรีดต่อไปโดยเว้นระยะห่างออกมาบ้าง บางคนรู้ว่าควรหยุด แต่เมื่อเห็นหลาย ๆ ครอบครัวในหมู่บ้านกรีดกัน ก็เลยต้องกรีดตามบ้าง เพราะหากไม่กรีดก็จะรู้สึกขาดความมั่นใจที่ไม่เหมือนเพื่อน รู้สึกเป็นปมด้อยที่ไม่ได้ทำงานในช่วงนี้
เมื่อยางพาราราคาถูก ก็คงมีชาวสวนยางไม่น้อย ที่ไม่ได้ซื้อปู๋ยบำรุงต้นยางเลยหรือใส่ได้เล็กน้อย เพราะไม่ค่อยมีเงิน ปัจจุบัน ยางราคาแพง แต่สินค้าอย่างอื่น ก็แพงตามสุด ๆ เช่นกัน รวมทั้งปุ๋ยด้วย ต้องยอมรับว่าปุ๋ยแพงมาก ๆ (เดี๋ยวนี้ ปุ๋ยเต็มสูตร ราคาไม่ต่ำกว่า 31 บาทต่อกิโลกรัม หรือกระสอบละ 1550 บาท) ปัญหาการซื้อปุ๋ยเพื่อจะบำรุงต้นยางบ้าง ก็เจอปัญหาใหญ่ อีกครั้ง
ดูแล้ว ต้นยางพาราจะต้องรับกรรมอีกต่อไป..ตราบถึงวันโค่นเพื่อปลูกรอบใหม่ซึ่งก็คงยากที่จะหลีกหนีวัฐจักรเดิม ๆ พ้น ทางหนึ่งที่พอจะช่วยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้ ก็น่าจะเป็น การเข้าใจและดำรงชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา นั่นเอง "การมีชีวิตอยู่แบบพอเพียง" และ ใช้มีดกรีดยางอย่างพอควร จึงน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาอาการเปลือกแห้งของต้นยางพารา ได้ดีที่สุด..
ข่าวด่วน! นวัตกรรมใหม่เพื่อชีวิตในการป้องกันและแก้ไขอาการเปลือกแห้งของยางพารามาถึงแล้ว ลองศึกษาและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จากสารอินทรีย์ที่มีชื่อว่า Eraser-1 และ Pathway # IPP (อิเลเซอร์วัน และ พาทเวย์) จากกระทู้นี้ดูครับ
- 01/10/2008 13:46 - ไปชมสวนยางพาราที่ใช้ระบบกรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน
- 24/09/2008 00:01 - ไปชมสวนยางพาราอายุ 30-ยังแจ๋ว
- 20/09/2008 09:32 - ไปชมสวนยางพาราที่พร้อมกรีดวันนี้แต่ยืดอีก 4 ปี ก็ได้..
- 31/08/2008 16:30 - ไปชมสวนยางพารา RRIM 600 กรีดหนึ่งในสามสองวันเว้นวัน
- 24/08/2008 14:12 - ไปชมสวนยางพาราพันธุ์ RRIT 251 กันเถอะ
- 18/07/2008 17:00 - สวนยางพาราที่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการสงเคราะห์
- 29/06/2008 01:42 - ฤดูกาลที่จะปลูกยางพารา ต้นฝน หรือปลายฝนดี?
- 20/06/2008 14:27 - พันธุ์ยาง RRIM 600 ยอดดำ ข่าวลือ หรือเรื่องจริง?
- 16/06/2008 15:51 - "ยางชำถุง" วัสดุปลูก(ยางพารา)ยอดฮิต ทั่วไทย
- 14/06/2008 17:00 - ก่อนปลูกยางท่านรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหินฟอสเฟตหรือไม่??





