สำหรับพื้นที่ในภาคใต้แล้ว เมื่อหน้าฝนชุกได้ผ่านพ้นไป (ราว ๆ กลางเดือนธันวาคม) ก็ถือได้ว่าเป็น “โอกาสทอง” ของการกรีดยางก็ว่าได้ เพราะช่วงนี้ อากาศจะเริ่มหนาวและเย็นสบาย ทำให้น้ำยางบนรอยกรีดของต้นยางเกือบทุกต้น(ที่ไม่เป็นโรคเปลือกแห้ง)ไหลได้นาน และถ้วยยาง ไม่ว่าเบอร์ไหน ๆ ก็เต็มปริ่มไปด้วยน้ำยาง
หลังจากนั้น ประมาณ 2 เดือน หรือกว่า ๆ เล็กน้อย ใบยางที่เขียวเข้มก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและเริ่มร่วงหล่นจากต้น ยิ่งยามใดที่ลมกระโชกมาแรง ๆ ในช่วงเวลาสาย ๆ ใก้ลเที่ยง ไปจนถึงยามบ่ายใก้ลเย็น เราจะเห็นใบยางร่วงหล่นจากต้นพร้อม ๆ กันนับพัน ๆ ใบ พริ้วลอยไปตามลม กระจายไปทั่วทั้งสวนยาง เมื่อผ่านไปหลาย ๆ วัน สุดท้าย ก็จะเหลือแต่เฉพาะลำต้น กิ่งก้านสาขา รอวันผลิยอดอ่อนเพื่อที่จะกลายเป็นใบใหม่ต่อไป
![]() |
|
ระหว่างที่สวนยางกำลังผลิและสร้างใบอ่อน ซึ่งถ้าเป็นต้นยางที่โต ๆ หรือแก่ ๆ แล้ว ช่วงนี้ก็จะมีการผลิดอกออกมาด้วยเช่นกัน อาหารและน้ำที่สะสมอยู่ในลำต้นก็จะถูกดึงมาใช้ในการสร้างใบบและดอกให้สมบูรณ์ ชาวสวนยางจึงไม่ควรกรีดยางในช่วงนี้ จนกว่าใบอ่อนจะกลายเป็นใบเพสลาด(ใบเริ่ม ๆ แก่) เมื่อใบเพสลาดแล้ว และได้ทำการปราบวัชพืชหรือถางสวนแล้ว และดินเริ่มนุ่มหลังจากได้รับฝนบ้างแล้ว ก็ควรใส่ปุ๋ยบำรุงตามอัตราที่สถาบันวิจัยยางได้แนะนำ (ปัจจุบันสำหรับยางเปิดกรีดแล้วให้ใช้ปุ๋ยสูตร 30-5-18 หรือ 29-5-18 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น (โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ๆ ละ ครึ่งกิโลกรัม/ต้น) หลังจากนั้น สักประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถทำการเปิดกรีดรอบใหม่ในฤดูกาลใหม่ ต่อไป
- 14/06/2008 08:31 - จะโค่นขุดรากด้วยแทรกเตอร์หรือจะโค่นเหลือตอ จึงจะดี
- 08/05/2008 17:00 - เทคนิคการใช้ปุ๋ยยางพาราเมื่อราคาแสนแพง
- 05/05/2008 05:52 - ก่อนการให้ปุ๋ยยางพาราทุกครั้งต้องกำจัดวัชพืชก่อน
- 16/04/2008 17:00 - ฝนเริ่มมาการถากถางวัชพืชในสวนยางเพื่อการใส่ปุ๋ยเริ่มแล้ว
- 05/04/2008 17:00 - พบโรคราแป้งระบาดในหลายอำเภอของสงขลา






