ยางพาราวันนี้!

Live-rubber.com: บริการสาระและความรู้สำหรับชาวสวนยางพารามือใหม่

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Home ข่าว-ความเคลื่อนไหวจากสวนยาง ข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์ แนวทางการฟื้นฟูสวนยางพาราที่ได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วม
ข่าว,ความเคลื่อนไหวจากสวนยางพารา

แนวทางการฟื้นฟูสวนยางพาราที่ได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วม

อีเมล พิมพ์ PDF

สวนยางถูกน้ำท่วมเกือบ 2 เมตรภาวะน้ำท่วมที่เกษตรกรชาวสวนยางพารามักพบเสมอ  ได้แก่  ภาวะน้ำท่วมแบบฉับพลันแล้วน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว และภาวะที่น้ำท่วมขังเป็นเวลา นาน  ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่ก่อให้เกิดความเสียหายกับต้นยาง  ความเสียหายบางกรณีสามารถแก้ไขเพื่อบรรเทาความสูญเสียลงได้บ้าง แต่บางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสียหายระดับรุนแรงจนต้องโค่นต้นยางเพื่อปลูกใหม่  ซึ่งทำให้ชาวสวนยางพาราได้รับความสูญเสียอย่างแสนสาหัสที่สุดในชีวิต

โดยธรรมชาติของยางพาราเป็นพืชที่ทนต่อภาวะน้ำท่วมขังได้นานพอสมควร (ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 2 เดือน) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุต้นยางพารา, และระดับของน้ำที่ท่วม ทั่ว ๆ ไปพบว่า ในสภาพน้ำท่วมขังทำให้ความเข้มข้นของออกซิเจนในดินต่ำลง ซึ่งจะมีผลทำให้รากยางพาราและจุลินทรีย์ในดินขาดออกซิเจนที่จะถูกนำไปใช้ในการหายใจ และสมดุลของสารบางชนิดเปลี่ยนไป เช่น ธาตุเหล็ก และอลูมินัม จะมีปริมาณมากขึ้นจนเป็นพิษต่อต้นยางพารา และบางครั้งก็ทำให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหารพืชจากดิน ผลกระทบกับต้นยางโดยตรงคือทำให้ลำต้นแคระแกรน โคนต้นโต แตกพุ่มเตี้ย และใบเหลืองซีดคล้ายขาดธาตุไนโตเจน บางครั้งพบปลายยอดแห้งตาย บางพื้นที่แม้ต้นยางพาราจะมีอายุถึง 10 ปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถเปิดกรีดได้เพราะต้นมีขนาดเล็กมาก

สวนยางพาราถูกน้ำท่วมสำหรับต้นยางพาราที่ยังเป็นยางอ่อนอายุน้อยกว่า 4 ปี จะทนภาวะน้ำท่วมขังได้ไม่เกิน 5 - 10 วัน ส่วนต้นยางที่อายุมากกว่า 5 ปี จะทนต่อสภาวะน้ำท่วมขังได้มากกว่า พบต้นยางแสดงอาการในเหลืองร่วง และรากเน่า โดยเฉพาะส่วนของรากฝอยที่ทำหน้าที่ในการดูดน้ำและธาตุอาหารในดิน นอกจากนี้ เชื้อราอาจเข้าทำลายส่วนของรากและโคนต้นหรือส่วนที่เป็นแผลทำให้กระทบต่อการ เจริญเติบโตของต้นยางพารา หากอาการรุนแรงอาจทำให้ต้นยางตายได้ แลระดับน้ำท่วมขังก็มีความสำคัญเช่นกัน หากระดับน้ำสูง 0.5 - 1.0 เมตร ถึงแม้ว่าจะท่วมเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แค่วันเดียวก็ตาม ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับต้นยางได้ ถ้าท่วมถึงบริเวณหน้ากรีด จะทำให้เชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย เพราะการกรีดยางเป็นการทำให้ต้นยางเกิดแผลทางหนึ่ง เชื้อราที่เข้าทำลายบริเวณหน้ากรีดอาจทำให้เกิดโรคเส้นดำหรือหน้ากรีดเน่าในช่วงเวลาดังกล่าวได้ จึงควรหยุดกรีดยาง และทาสารเคมีเมทาแลกซิล ทุกสัปดาห์ติดต่อกันจนกว่าจะหาย หากไม่ต้องการใช้สารเคมี ขอแนะนำสารอินทรีย์อิเรเซอร์-วันและพาร์ทเวย์#ไอพีพี(Eraser-1+Pathway#IPP)ฉีดพ่นหน้ากรีดแทน 10 วัน/ครั้ง

น้ำท่วมสวนยางพารานอกจากนี้ ในภาวะที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันหรือน้ำท่วม ก็จะทำให้ดินอ่อนตัวลงโดยเฉพาะรอบ ๆ บริเวณโคนต้น จึงทำให้ต้นยางมีโอกาสโค่นล้มได้ หรือกรณีสวนยางพาราโดนลมหรือพายุฝน ทำให้ส่วนของกิ่ง ก้าน ฉีกขาดจนกระทั่งล้ม ซึ่งมีทั้งล้มเป็นบางต้น และล้มเป็นแถบ ๆ เหมือนโดมิโน ชาวสวนยางควรสังเกตด้วยว่า ต้นยางล้มเฉพาะบางส่วนเนื่องจากอยู่บริเวณช่องลมพัดผ่านประจำเป็นรอบ ๆ ทุก 5 - 10 ปีหรือไม่ หากใช่ ก็ควรหลีกเลี่ยงการปลูกยางและเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น พืชไร่ ที่มีอายุสั้นหรือพืชที่ทนต่อลม ทดแทน แต่ถ้าต้นยางล้มเป็นบริเวณกว้างและไม่เคยเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อน ให้ถือว่าเป็นภัยธรรมชาติ ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

แนวทางการฟื้นฟูสวนยางพาราที่ได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วม

  1. สำรวจสภาพทั่วไปของสวนยางเพื่อตัดสินใจว่าควรจะจัดการกับสวน ยางอย่างไร  ระหว่างโค่นเพื่อปลูกใหม่ หรือแก้ไข บำรุงรักษาสวนยางต่อไป  หากจำนวนต้นยางได้รับความเสียหายมากกว่าร้อยละ 50 ของสวน  เช่น  สวนยาง 10 ไร่  หากมีต้นยางเหลือรอดอยู่เพียง 380 ต้น  ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าต้นยางที่เหลือรอด อยู่ติดกันหรือกระจัดกระจายทั้งแปลง  ซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติดูแลรักษา  ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดวัชพืช  หรือการกรีดยางในอนาคตที่คนกรีดต้องเดินไกลกว่าจะได้กรีดยางต้นหนึ่ง  และต้นยางที่อยู่ระหว่างหลุมที่ว่างก็มีโอกาสล้มได้ง่ายเพราะต้นยางที่ติดกับหลุมว่างจะมีทรงพุ่มขนาดใหญ่  หนาและหนักไปด้านหลุมที่ว่าง  ทำให้ต้นยางโค่นล้มได้ง่าย  เพียงแค่ดินอ่อนตัวเนื่องจากฝนตกติดต่อกัน หรือมีพายุเพียงเบา ๆ
  2. สวนยางที่ยังมีน้ำท่วมขัง  ให้รีบทำการระบายน้ำออกไปจากสวนโดยการขุดร่องน้ำบริเวณตรงกลางระหว่างแถว ยาง  ใช้ได้เฉพาะแรงงานคนและเครื่องจักรขนาดเล็กเท่านั้น  ไม่ควรใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการขุดร่องน้ำ  เพราะโครงสร้างของดินยังไม่แน่นพอ  อาจทำให้โครงสร้างดินเสียหายและกระทบกระเทือนต่อระบบราก  เป็นอันตรายต่อต้นยางเป็นอย่างมาก
  3. ทำการตัดแต่งกิ่ง ก้าน และทรงพุ่มของต้นยาง ที่ฉีกขาดเสียหาย  ควรตัดกิ่งออกให้หมดเพื่อตกแต่งรอยแผลและตัดกิ่งที่เสียหายให้หมด  และขณะเดียวกันก็ต้องตัดแต่งกิ่งที่มีทิศทางไม่สมดุลกับกิ่งที่เหลืออยู่ออก บางส่วน  เพื่อป้องกันไม่ให้ทรงพุ่มที่เหลืออยู่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง
  4. กรณีต้นยางเอนไปด้านใดด้านหนึ่งมาก  หรือลำต้นโค้งเนื่องจากได้รับความเสียหายจากลม แต่กิ่งก้านไม่ฉีกขาด  ควรแก้ไขโดยการตัดแต่งกิ่งก้านด้านที่หนักไปข้างใดข้างหนึ่งออก  หากต้นยางยังเอนอยู่ควรใช้เชือกผูกยึดลำต้นไว้ หรือใช้ไม้ค้ำยันเพื่อให้ลำต้นตั้งตรง แต่ควรระวังไม่ให้เชือกที่ผูกยึดต้นยางเสียดสีกับเปลือกยาง  ควรใช้วัสดุ  เช่น  ยางในล้อรถจักรยานรองระหว่างเชือกกับต้นยาง
  5. หากพบว่าต้นยางเป็นแผลเพียงเล็กน้อย  ให้ใช้ปูนขาวผสมน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แช่ค้างคืน  หรือใช้สีน้ำมัน ทาจากโคนต้นถึงระดับความสูงประมาณ 1 เมตร  แต่หากต้นยางมีบาดแผลขนาดใหญ่ และสภาพอากาศยังชื้นอยู่ ก็ควรใช้สารเคมีเบนเลท  ทาแผลเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราเข้าทำลายส่วนของเนื้อเยื่อได้
  6. หากต้นยางล้มลำต้นราบขนานไปกับพื้นดิน  พบว่ารากแก้วและรากแขนงจะขาดและได้รับความเสียหายถึงแม้ว่าจะยกต้นยางขึ้นตั้งตรงอีกครั้งก็ตาม  บางครั้งพบว่าจุดเชื่อมต่อโคนคอดินหรือรากแก้วขาดหรือเป็นแผล  ในยางเล็กอายุ 4 - 5 ปี  ควรตัดแต่งกิ่งออกบางส่วนเพื่อรักษาสมดุลของทรงพุ่มและลดการคายน้ำของต้นยาง  ส่วนต้นยางอายุมากกว่า 5 ปี  ขึ้นไป  ให้ตัดกิ่งที่อยู่เหนือคาคบประมาณ 0.5 - 1.0 เมตร  แล้วยกต้นให้ตั้งตรงโดยใช้ไม้ค้ำยัน  แล้วหมั่นคอยเปลี่ยนไม้ค้ำยันที่ผุพังออกไป  เพราะหากต้นยางล้มอีกครั้ง ส่วนใหญ่ต้นยางมักจะตาย (ต้นยางที่ยกขึ้นตั้งตรงใหม่ หากเป็นต้นยางเล็ก ก็อาจจะฟื้นคืนสภาพกลับมาได้  แต่ถ้าเป็นต้นยางใหญ่  ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นคืนสภาพ  อย่างไรก็ตาม  ในต้นยางใหญ่ที่เปิดกรีดแล้วมักพบว่าต้นยางที่ยกขึ้นตั้งตรง  บริเวณส่วนของเปลือกยางจะแสดงอาการเปลือกแห้งจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตน้ำยางได้  เนื่องจากอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์แสงจะถูกนำไปใช้ในการฟื้นฟู  ซ่อมแซมและเสริมสร้างการเจริญเติบโตมากกว่าการนำไปสร้างน้ำยาง  ซึ่งการยกต้นยางขึ้นมีข้อดีเพียงไม่ปล่อยให้บริเวณรอบ ๆ ต้นยางที่เหลืออยู่เป็นพื้นที่ว่างเปล่าและเกษตรกรยังอาจจะมีรายได้จากการขายไม้ยาง  อย่างไรก็ตาม  การยกต้นยาง ควรรีบทำภายในเวลา 3 - 5 วัน  หากทิ้งไว้นานกว่านี้ ใบยางจะเหลืองและจะร่วงหล่นทำให้ต้นยางโทรมมาก
  7. การฟื้นฟูสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมขัง  ควรรีบระบายน้ำออกจากสวนยางโดยเร็ว  และรอให้น้ำแห้งรวมทั้งให้ดินแข็งตัวเสียก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไปปฏิบัติงาน  เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายรากยางโดยตรงเฉพาะรากฝอยที่เจริญขึ้นมาใหม่ให้สามารถดูดอาหารและน้ำไปเลี้ยงต้นยาง ดังนั้น ในสวนยางที่กรีดแล้ว เกษตรกรควรหยุดกรีดยางสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ต้นยางได้ฟื้นตัว และเป็นการป้องกันการเข้าไปเหยียบย่ำดินจนเป็นสาเหตุของการทำลายรากยางดังที่กล่าว
  8. ในขณะที่ดินในสวนยางยังไม่แห้งดี  ไม่ควรใส่ปุ๋ยใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี  ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพ  เพราะจะทำให้ธาตุไนโตเจนที่อยู่ในรูปของไนเตรทและยูเรียเปลี่ยนรูปเป็นไนไตรท์  ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อต้นยางเนื่องจากดินขาดออกซิเจน  เป็นการซ้ำเติมต้นยางที่ทรุดโทรมเนื่องจากน้ำท่วมให้อาการหนักขึ้นไปอีก  นอกจากนี้  จะทำให้ต้นยางฟื้นตัวได้ช้ารวมทั้งอาจจะทำให้ต้นยางอ่อนแอลง จนกระทั่งถึงตายได้  อีกประการหนึ่ง  การใส่ปุ๋ยคอกในขณะที่ดินยังไม่แห้งดี  อาจจะไปส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในดินให้มีการหายใจมากขึ้น จึงทำให้ส่วนของรากยางขาดก๊าซออกซิเจนมากยิ่งขึ้น  ดังนั้น  ชาวสวนยางจึงไม่ควรใส่ปุ๋ยทันที  แต่ต้องรอให้ต้นยางฟื้นตัวและแข็งแรงเสียก่อน และสิ่งที่ควรทำก็คือ  รีบใส่ปุ๋ยในช่วงต้นฤดูฝนปีถัดไป
  9. ปลูกซ่อมแทนต้นยางที่ตายเฉพาะสวนยางอายุ 1 - 2 ปี  เท่านั้น  หากอายุมากกว่านี้ไม่ควรปลูกซ่อม  เพราะต้นยางเจริญเติบโตไม่ทันต้นอื่น ๆ เนื่องจากถูกต้นข้างเคียงบังแสงแดด อย่างไรก็ตาม  หากเกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำอีก ก็อาจจะทำให้ต้นยางอายุ 1 - 2 ปี ที่เพิ่งปลูกซ่อม  ตายได้อีกเช่นกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก: วารสารยางพารา ปีที่ 31 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2553 สถาบันวิจัยยาง โดย  อารักษ์  จันทุมา ศูนย์วิจัยยางสุราษฏร์ธานี


          Next Page >>

 


4 กระทู้ล่าสุดจากกระดานสนทนา