ภาวะน้ำท่วมที่เกษตรกรชาวสวนยางพารามักพบเสมอ ได้แก่ ภาวะน้ำท่วมแบบฉับพลันแล้วน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว และภาวะที่น้ำท่วมขังเป็นเวลา นาน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่ก่อให้เกิดความเสียหายกับต้นยาง ความเสียหายบางกรณีสามารถแก้ไขเพื่อบรรเทาความสูญเสียลงได้บ้าง แต่บางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสียหายระดับรุนแรงจนต้องโค่นต้นยางเพื่อปลูกใหม่ ซึ่งทำให้ชาวสวนยางพาราได้รับความสูญเสียอย่างแสนสาหัสที่สุดในชีวิต
สำหรับต้นยางพาราที่ยังเป็นยางอ่อนอายุน้อยกว่า 4 ปี จะทนภาวะน้ำท่วมขังได้ไม่เกิน 5 - 10 วัน ส่วนต้นยางที่อายุมากกว่า 5 ปี จะทนต่อสภาวะน้ำท่วมขังได้มากกว่า พบต้นยางแสดงอาการในเหลืองร่วง และรากเน่า โดยเฉพาะส่วนของรากฝอยที่ทำหน้าที่ในการดูดน้ำและธาตุอาหารในดิน นอกจากนี้ เชื้อราอาจเข้าทำลายส่วนของรากและโคนต้นหรือส่วนที่เป็นแผลทำให้กระทบต่อการ เจริญเติบโตของต้นยางพารา หากอาการรุนแรงอาจทำให้ต้นยางตายได้ แลระดับน้ำท่วมขังก็มีความสำคัญเช่นกัน หากระดับน้ำสูง 0.5 - 1.0 เมตร ถึงแม้ว่าจะท่วมเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แค่วันเดียวก็ตาม ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับต้นยางได้ ถ้าท่วมถึงบริเวณหน้ากรีด จะทำให้เชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย เพราะการกรีดยางเป็นการทำให้ต้นยางเกิดแผลทางหนึ่ง เชื้อราที่เข้าทำลายบริเวณหน้ากรีดอาจทำให้เกิดโรคเส้นดำหรือหน้ากรีดเน่าในช่วงเวลาดังกล่าวได้ จึงควรหยุดกรีดยาง และทาสารเคมีเมทาแลกซิล ทุกสัปดาห์ติดต่อกันจนกว่าจะหาย หากไม่ต้องการใช้สารเคมี ขอแนะนำสารอินทรีย์อิเรเซอร์-วันและพาร์ทเวย์#ไอพีพี(Eraser-1+Pathway#IPP)ฉีดพ่นหน้ากรีดแทน 10 วัน/ครั้ง
นอกจากนี้ ในภาวะที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันหรือน้ำท่วม ก็จะทำให้ดินอ่อนตัวลงโดยเฉพาะรอบ ๆ บริเวณโคนต้น จึงทำให้ต้นยางมีโอกาสโค่นล้มได้ หรือกรณีสวนยางพาราโดนลมหรือพายุฝน ทำให้ส่วนของกิ่ง ก้าน ฉีกขาดจนกระทั่งล้ม ซึ่งมีทั้งล้มเป็นบางต้น และล้มเป็นแถบ ๆ เหมือนโดมิโน ชาวสวนยางควรสังเกตด้วยว่า ต้นยางล้มเฉพาะบางส่วนเนื่องจากอยู่บริเวณช่องลมพัดผ่านประจำเป็นรอบ ๆ ทุก 5 - 10 ปีหรือไม่ หากใช่ ก็ควรหลีกเลี่ยงการปลูกยางและเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น พืชไร่ ที่มีอายุสั้นหรือพืชที่ทนต่อลม ทดแทน แต่ถ้าต้นยางล้มเป็นบริเวณกว้างและไม่เคยเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อน ให้ถือว่าเป็นภัยธรรมชาติ ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้
แนวทางการฟื้นฟูสวนยางพาราที่ได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วม
- สำรวจสภาพทั่วไปของสวนยางเพื่อตัดสินใจว่าควรจะจัดการกับสวน ยางอย่างไร ระหว่างโค่นเพื่อปลูกใหม่ หรือแก้ไข บำรุงรักษาสวนยางต่อไป หากจำนวนต้นยางได้รับความเสียหายมากกว่าร้อยละ 50 ของสวน เช่น สวนยาง 10 ไร่ หากมีต้นยางเหลือรอดอยู่เพียง 380 ต้น ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าต้นยางที่เหลือรอด อยู่ติดกันหรือกระจัดกระจายทั้งแปลง ซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดวัชพืช หรือการกรีดยางในอนาคตที่คนกรีดต้องเดินไกลกว่าจะได้กรีดยางต้นหนึ่ง และต้นยางที่อยู่ระหว่างหลุมที่ว่างก็มีโอกาสล้มได้ง่ายเพราะต้นยางที่ติดกับหลุมว่างจะมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ หนาและหนักไปด้านหลุมที่ว่าง ทำให้ต้นยางโค่นล้มได้ง่าย เพียงแค่ดินอ่อนตัวเนื่องจากฝนตกติดต่อกัน หรือมีพายุเพียงเบา ๆ
- สวนยางที่ยังมีน้ำท่วมขัง ให้รีบทำการระบายน้ำออกไปจากสวนโดยการขุดร่องน้ำบริเวณตรงกลางระหว่างแถว ยาง ใช้ได้เฉพาะแรงงานคนและเครื่องจักรขนาดเล็กเท่านั้น ไม่ควรใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการขุดร่องน้ำ เพราะโครงสร้างของดินยังไม่แน่นพอ อาจทำให้โครงสร้างดินเสียหายและกระทบกระเทือนต่อระบบราก เป็นอันตรายต่อต้นยางเป็นอย่างมาก
- ทำการตัดแต่งกิ่ง ก้าน และทรงพุ่มของต้นยาง ที่ฉีกขาดเสียหาย ควรตัดกิ่งออกให้หมดเพื่อตกแต่งรอยแผลและตัดกิ่งที่เสียหายให้หมด และขณะเดียวกันก็ต้องตัดแต่งกิ่งที่มีทิศทางไม่สมดุลกับกิ่งที่เหลืออยู่ออก บางส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ทรงพุ่มที่เหลืออยู่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง
- กรณีต้นยางเอนไปด้านใดด้านหนึ่งมาก หรือลำต้นโค้งเนื่องจากได้รับความเสียหายจากลม แต่กิ่งก้านไม่ฉีกขาด ควรแก้ไขโดยการตัดแต่งกิ่งก้านด้านที่หนักไปข้างใดข้างหนึ่งออก หากต้นยางยังเอนอยู่ควรใช้เชือกผูกยึดลำต้นไว้ หรือใช้ไม้ค้ำยันเพื่อให้ลำต้นตั้งตรง แต่ควรระวังไม่ให้เชือกที่ผูกยึดต้นยางเสียดสีกับเปลือกยาง ควรใช้วัสดุ เช่น ยางในล้อรถจักรยานรองระหว่างเชือกกับต้นยาง
- หากพบว่าต้นยางเป็นแผลเพียงเล็กน้อย ให้ใช้ปูนขาวผสมน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แช่ค้างคืน หรือใช้สีน้ำมัน ทาจากโคนต้นถึงระดับความสูงประมาณ 1 เมตร แต่หากต้นยางมีบาดแผลขนาดใหญ่ และสภาพอากาศยังชื้นอยู่ ก็ควรใช้สารเคมีเบนเลท ทาแผลเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราเข้าทำลายส่วนของเนื้อเยื่อได้
- หากต้นยางล้มลำต้นราบขนานไปกับพื้นดิน พบว่ารากแก้วและรากแขนงจะขาดและได้รับความเสียหายถึงแม้ว่าจะยกต้นยางขึ้นตั้งตรงอีกครั้งก็ตาม บางครั้งพบว่าจุดเชื่อมต่อโคนคอดินหรือรากแก้วขาดหรือเป็นแผล ในยางเล็กอายุ 4 - 5 ปี ควรตัดแต่งกิ่งออกบางส่วนเพื่อรักษาสมดุลของทรงพุ่มและลดการคายน้ำของต้นยาง ส่วนต้นยางอายุมากกว่า 5 ปี ขึ้นไป ให้ตัดกิ่งที่อยู่เหนือคาคบประมาณ 0.5 - 1.0 เมตร แล้วยกต้นให้ตั้งตรงโดยใช้ไม้ค้ำยัน แล้วหมั่นคอยเปลี่ยนไม้ค้ำยันที่ผุพังออกไป เพราะหากต้นยางล้มอีกครั้ง ส่วนใหญ่ต้นยางมักจะตาย (ต้นยางที่ยกขึ้นตั้งตรงใหม่ หากเป็นต้นยางเล็ก ก็อาจจะฟื้นคืนสภาพกลับมาได้ แต่ถ้าเป็นต้นยางใหญ่ ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นคืนสภาพ อย่างไรก็ตาม ในต้นยางใหญ่ที่เปิดกรีดแล้วมักพบว่าต้นยางที่ยกขึ้นตั้งตรง บริเวณส่วนของเปลือกยางจะแสดงอาการเปลือกแห้งจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตน้ำยางได้ เนื่องจากอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์แสงจะถูกนำไปใช้ในการฟื้นฟู ซ่อมแซมและเสริมสร้างการเจริญเติบโตมากกว่าการนำไปสร้างน้ำยาง ซึ่งการยกต้นยางขึ้นมีข้อดีเพียงไม่ปล่อยให้บริเวณรอบ ๆ ต้นยางที่เหลืออยู่เป็นพื้นที่ว่างเปล่าและเกษตรกรยังอาจจะมีรายได้จากการขายไม้ยาง อย่างไรก็ตาม การยกต้นยาง ควรรีบทำภายในเวลา 3 - 5 วัน หากทิ้งไว้นานกว่านี้ ใบยางจะเหลืองและจะร่วงหล่นทำให้ต้นยางโทรมมาก
- การฟื้นฟูสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมขัง ควรรีบระบายน้ำออกจากสวนยางโดยเร็ว และรอให้น้ำแห้งรวมทั้งให้ดินแข็งตัวเสียก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไปปฏิบัติงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายรากยางโดยตรงเฉพาะรากฝอยที่เจริญขึ้นมาใหม่ให้สามารถดูดอาหารและน้ำไปเลี้ยงต้นยาง ดังนั้น ในสวนยางที่กรีดแล้ว เกษตรกรควรหยุดกรีดยางสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ต้นยางได้ฟื้นตัว และเป็นการป้องกันการเข้าไปเหยียบย่ำดินจนเป็นสาเหตุของการทำลายรากยางดังที่กล่าว
- ในขณะที่ดินในสวนยางยังไม่แห้งดี ไม่ควรใส่ปุ๋ยใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพ เพราะจะทำให้ธาตุไนโตเจนที่อยู่ในรูปของไนเตรทและยูเรียเปลี่ยนรูปเป็นไนไตรท์ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อต้นยางเนื่องจากดินขาดออกซิเจน เป็นการซ้ำเติมต้นยางที่ทรุดโทรมเนื่องจากน้ำท่วมให้อาการหนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ จะทำให้ต้นยางฟื้นตัวได้ช้ารวมทั้งอาจจะทำให้ต้นยางอ่อนแอลง จนกระทั่งถึงตายได้ อีกประการหนึ่ง การใส่ปุ๋ยคอกในขณะที่ดินยังไม่แห้งดี อาจจะไปส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในดินให้มีการหายใจมากขึ้น จึงทำให้ส่วนของรากยางขาดก๊าซออกซิเจนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ชาวสวนยางจึงไม่ควรใส่ปุ๋ยทันที แต่ต้องรอให้ต้นยางฟื้นตัวและแข็งแรงเสียก่อน และสิ่งที่ควรทำก็คือ รีบใส่ปุ๋ยในช่วงต้นฤดูฝนปีถัดไป
- ปลูกซ่อมแทนต้นยางที่ตายเฉพาะสวนยางอายุ 1 - 2 ปี เท่านั้น หากอายุมากกว่านี้ไม่ควรปลูกซ่อม เพราะต้นยางเจริญเติบโตไม่ทันต้นอื่น ๆ เนื่องจากถูกต้นข้างเคียงบังแสงแดด อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำอีก ก็อาจจะทำให้ต้นยางอายุ 1 - 2 ปี ที่เพิ่งปลูกซ่อม ตายได้อีกเช่นกัน
อ้างอิงข้อมูลจาก: วารสารยางพารา ปีที่ 31 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2553 สถาบันวิจัยยาง โดย อารักษ์ จันทุมา ศูนย์วิจัยยางสุราษฏร์ธานี
- 01/05/2011 11:24 - ผลวิจัยยางพันธุ์ใหม่ RRIT408 ผลผลิตสูง ทนแล้งได้ดีเหมาะปลูกที่อีสาน
- 08/12/2010 00:50 - ยางพาราอนาคตรุ่งตลาดโลกต้องการอื้อ
- 26/06/2009 14:21 - จีนสั่งออร์เดอร์ไม้ยางพาราไม่อั้น เสนอรัฐยกเลิกภาษีส่งออก 3%
- 20/06/2009 08:26 - จีนคาดความต้องการยางในประเทศปีหน้าเพิ่ม 8.5%
- 28/05/2009 03:14 - รักษาสวนยางพาราให้เป็นขุมทรัพย์-กรีดยางดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
- 20/05/2009 12:22 - สศก.ชู 5 พืชเศรษฐกิจอนาคตใส ข้าว-มัน-ยาง-ปาล์ม-อ้อย





