ยางพาราวันนี้!

Live-rubber.com: บริการสาระและความรู้สำหรับชาวสวนยางพารามือใหม่

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Home การจัดการสวนยางพารา เมื่อสวนยางพาราให้ผลผลิตแล้ว การใช้ปุ๋ยในสวนยางพาราที่ให้ผลผลิตแล้ว
การจัดการสวนยางพาราหลังจากที่สวนยางพาราให้ผลผลิตแล้ว

การใช้ปุ๋ยในสวนยางพาราที่ให้ผลผลิตแล้ว

อีเมล พิมพ์ PDF
(14 votes, average: 4.21 out of 5)

ต้นยางพาราในระยะให้ผลผลิตน้ำยางมีความต้องการธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียมสูงสำหรับสวนยางพาราที่เริ่มเปิดกรีดซึ่งอาจจะเป็นต้นยางที่มีอายุ 6-7 ปี หากว่าเป็นสวนยางพาราที่เคยปลูกพืชคลุมและได้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางและพืชคลุมเป็นอย่างดีมาอย่างสม่ำเสมอ (เดี๋ยวนี้แทบหาสวนยางที่ปลูกพืชคลุมไม่ได้แล้ว!) สถาบันวิจัยยางให้ข้อคิดว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยในช่วง 2 ปีแรกของการเปิดกรีดก็ได้ เพราะว่าผลตกค้างจากการใส่ปุ๋ยที่ผ่าน ๆ มาและการสร้างปุ๋ยโดยธรรมชาติของพืชคลุมดินตระกูลถั่วทำให้ต้นยางยังคงได้รับธาตุอาหารอย่างเพียงพอ แต่หากว่าสวนยางพาราของเราไม่เคยปลูกพืชคลุมเลย ก็คงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อให้ได้รับผลผลิตสูงสม่ำเสมอ 

สำหรับผู้ที่ชอบหลักการหรือที่มา  ผมขอแนะนำตัวเลขจากสถาบันวิจัยยางที่ศึกษาทดลองแล้วสรุปผลออกมาว่า ปริมาณธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับยางพาราหลังเปิดกรีด คือ ต้องการ

  • ไนโตรเจน 300 กรัมต่อต้นต่อปี(หรือ 24 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี)
  • ฟอสฟอรัส 50 กรัมต่อต้นต่อปี(หรือ 4 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี)
  • โพแทสเซี่ยม 180 กรัมต่อต้นต่อปี(หรือ 14.4 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี)

เมื่อรู้ว่าต้นยางพาราระยะนี้ต้องการธาตุอาหารแค่ไหนแล้ว หากทำได้ ก็ควรวิเคราะห์ดินว่ามีธาตุอาหารแต่ละตัวมากน้อยแค่ไหน แล้วผสมปุ๋ยให้ตรงกับสวนยางพาราของเราซึ่งเราเรียกวิธีการแบบนี้ว่าเป็นการ "ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน" แต่ละแปลง แต่หากไม่สะดวกที่จะวิเคราะห์ในตอนนี้ก็ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 29-5-18 ด้วยอัตราการใส่อย่างน้อย 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี และควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง(ครึ่งกิโลกรัมต่อต้นต่อครั้ง) ในช่วงต้นฤดูฝนครั้งหนึ่ง และปลายฤดูฝนอีกครั้งหนึ่ง โดยใส่ในบริเวณกึ่งกลางระหว่างแถวต้นยางซึ่งมีรากดูดอาหารหนาแน่น แล้วคราดกลบ หรือใส่เป็นหลุมแล้วกลบ ต้นละ 2-4 การไถจะเป็นการตัดรากแขนงที่เห็นในภาพนี้ และรากฝอยหรือรากดูดอาหารจนเกือบหมดสิ้นหลุม เพื่อป้องกันการสูญเสียปุ๋ยโดยถูกน้ำชะล้าง และควรกำจ้ดวัชพืชก่อนทำการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ด้วยการตัดชิดดินในแถวต้นยาง สำหรับระหว่างแถวต้นยางก็ควรตัดชิดดินในช่วงต้นฤดูฝน(เพื่อให้สวนยางโปร่งและลดความชื้น-ลดการระบาดของโรคจากเชื้อรา) ส่วนในช่วงปลายฤดูฝนถ้าจะตัดแบบเหลือความสูงไว้บ้างสักไม่เกินระดับเข่า ก็จะเป็นการดีที่จะทำให้ความชื้นในสวนยางยังคงมีอยู่บ้างเมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง ซึ่งจะทำให้สวนยางให้ผลผลิตน้ำยางมากกว่าสวนที่โล่งเตียน-อากาศแห้ง สวนยางพาราที่เปิดกรีดแล้วไม่ควรไถ เพราะการไถจะเป็นการตัดรากแขนงและรากฝอยหรือรากดูดอาหารจนเกือบหมดสิ้น และการไถยังมีส่วนทำให้ต้นยางพาราเป็นโรคเปลือกแห้งมากกว่าสวนยางที่ไม่ได้ไถถึงประมาณ 3 เท่า

แต่ถ้าไม่สามารถหาปุ๋ยเม็ดสูตร 29-5-18 ได้ ชาวสวนยางก็สามารถหาซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมเองได้ ถ้าต้องการผสมปุ๋ยสูตร  30-5-18 จำนวน 100 กิโลกรัม  ก็ให้ใช้แม่ปุ๋ยและจำนวน ดังนี้

  • ชาวสวนยางในภาคใต้มักใช้ปุ๋ยสูตร 15-7-18 กันมากไดแอมโมเนียมฟอสเฟต(18-46-0) จำนวน  10  กิโลกรัม
  • ยูเรีย                            (46-0-0) จำนวน  60  กิโลกรัม
  • โพแทสเซียมคลอไรด์    (0-0-60)  จำนวน  30 กิโลกรัม

หากไม่สามารถหาปุ๋ยสูตร 29-5-18 หรือไม่สะดวกที่จะผสมปุ๋ยสูตร  30-5-18 ใช้ได้  ก็สามารถใช้ปุ๋ยสูตร 15-7-18 ก็ได้เช่นกัน ชาวสวนยางในภาคใต้มักใช้ปุ๋ยสูตร 15-7-18 กันมาก เนื่องจากสูตรนี้เป็นปุ๋ยสูตรสำหรับยางที่เปิดกรีดแล้วที่สถาบันวิจัยยางเคยแนะนำให้ใช้มาก่อนที่จะแนะนำสูตร 30-5-18 หากเปรียบเทียบแล้วการใช้สูตร 30-5-18 จะให้ผลผลิตน้ำยางสูงกว่า ใช้สูตร 15-7-18 ประมาณ 15 % แต่หากเรารู้ว่าสภาพดินในสวนยางของเรามีธาตุไนโตรเจนอยู่มากแล้ว ก็น่าจะใช้สูตร 15-7-18 แทน จะเป็นการประหยัดกว่า

ปุ๋ยอินทรีย์จำเป็นหรือไม่อย่างไร?

เนื่องจากการปลูกยางพาราที่ผ่านมา จะมีการใส่ปุ๋ยเคมีให่กับสวนยางทุก ๆ ปี หากปลูกยางพารามาแล้ว 1 รอบ ก็เท่ากับใส่ปุ๋ยเคมีลงในสวนยางมานานถึง 25 ปีแล้ว ตอนนี้มีไม่น้อยเลยที่กำลังจะปลูกยางเป็นรอบที่ 3  ก็เท่ากับว่าพื้นดินในสวนยางได้รับปุ๋ยเคมี มาแล้ว เกือบ 50 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือดินอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม สูญเสียคุณสมบัติทางชีวะ เคมี ฟิสิกส์ ทำให้ดินแข็ง, ไม่ร่วนซุย, ไม่มีใส้เดือน หรือจุลินทรีย์ในดินเพียงพอที่จะทำให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชได้ แนวทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ก็คือกลับสู่ธรรมชาติโดยเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรืออินทรีย์ชีวภาพ บ้างนั่นเอง

ชาวสวนยางพาราควรรวมกลุ่มเพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์หรืออินทรีย์ชีวภาพเนื่องจากอินทรีย์วัตถุมีส่วนช่วยให้คุณสมบัติดินในทุกด้านดีขึ้น ดังนั้นสำหรับสวนยางพาราที่ไม่เคยปลูกพืชคลุมมาก่อน จึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี โดยใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามอัตราที่แนะนำ หากต้องการใส่มากกว่านี้ก็สามารถทำได้ การใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมากสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทนด้วย สถาบันวิจัยยางได้ทำการทดลองกับสวนยางพาราในเขตแห้งแล้งแล้วพบว่า สำหรับสวนยางพาราที่มีอินทรีย์วัตถุในดินสูงและมีธาตุอาหารพอเพียง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 3 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ครึ่งหนึ่ง

มาตรฐานขั้นต่ำของธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์หรืออินทรีย์ชีวภาพ คือ 1.0-0.5-0.5 ซึ่งจะเห็นว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับปุ๋ยสูตร 30-5-18 หรือ 15-7-18 ดังนั้น การจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนเพียง 2-3 กิโลกรัมต่อต้นต่อปีเพียงอย่างเดียว จึงไม่อาจทดแทนปุ๋ยเคมีทั้งหมดได้ หรือไม่อาจทำให้ต้นยางพาราได้รับธาตุอาหารอย่างเพียงพอเพื่อให้มีผลผลิตสูงสม่ำเสมอได้

สำหรับสวนยางพาราที่เคยปลูกพืชคลุมตระกูลถั่วชนิดเลื้อยมาตลอด เมื่อถึงช่วงเปิดกรีดแม้จะไม่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่ามีอินทรีย์วัตถุในดินเพียงพอแล้วจากการปลูกพืชคลุมนั่นเอง

ในปัจจุบันนี้ ราคาปุ๋ยอินทรีย์หรืออินทรีย์ชีวภาพมีราคาแพงมาก เกษตรกรชาวสวนยางพาราจึงควรทำหรืออาจรวมกลุ่มกันทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองเพื่อลดต้นทุน ซึ่งอาจจะเหลือเพียง กิโลกรัมละ 2-3 บาท เท่านั้น

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 08 ธันวาคม 2008 เวลา 12:04 น.