ยางพาราวันนี้!

Live-rubber.com: บริการสาระและความรู้สำหรับชาวสวนยางพารามือใหม่

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Home การจัดการสวนยางพารา เมื่อสวนยางพาราให้ผลผลิตแล้ว เทคโนโลยีการใช้ฮอร์โมนเอทธิลีนเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำยาง 2-3 เท่าตัวต่อเดือน
การจัดการสวนยางพาราหลังจากที่สวนยางพาราให้ผลผลิตแล้ว

เทคโนโลยีการใช้ฮอร์โมนเอทธิลีนเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำยาง 2-3 เท่าตัวต่อเดือน

อีเมล พิมพ์ PDF
(10 votes, average: 3.40 out of 5)

ในอดีต เมื่อพูดถึงการเร่ง หรือยาเร่งน้ำยาง หรือสารเคมีเร่งน้ำยาง  จินตนาการของผู้ฟังมักจะมองไปในทางลบหรือมองว่าเป็นสิ่งเลวร้ายต่อต้นยางพารา หากใครจะใช้ ก็คงจะใช้กับต้นยางพาราที่จะโค่นภายใน 1 ปี หรืออย่างมากก็ 2 ปี  แต่ที่จริงแล้ว สถาบันวิจัยยางได้แนะนำให้เกษตรชาวสวนยางพาราใช้กับพันธุ์ยางพาราที่ให้ผลผลิตน้อยในช่วงแรกของการเปิดกรีดและเป็นพันธุ์ยางที่ตอบสนองต่อยาเร่งน้ำยางด้วย  ซึ่งหากชาวสวนยางใช้ตามมคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ก็จะได้รับผลผลิตคุ้มค่าโดยต้นยางพาราไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ 

บ.ไทยเท็กซ์ฯ สาธิตการติดตั้งริมโฟลว์-RRIMFlow ที่อ.นาทวี จ.สงขลาแต่ปัจจุบัน สภาพสังคมเปลี่ยนไป ชีวิตชาวสวนยางพาราใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ไม่มีความปลอดภัยที่จะเข้าไปทำการกรีดยางพาราตอนเที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวผลผลิตน้ำยางพาราให้ได้มากเท่าที่ควรจะได้  สารเคมีเร่งน้ำยาง จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อชาวสวนยางพาราดังกล่าวและชาวสวนยางพาราทั่วไปที่สนใจจะทำการกรีดยางในเวลากลางวัน ทั้งนี้ชาวสวนยางอาจเลือกใช้สารเคมีเร่งน้ำยางชนิดเหลวแบบทาหรือหยด หรือจะเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ในรูปของการใช้แก๊สเอทธิลีน(เอทธิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่อยู่ในรูปของแก๊ส) โดยทั้ง 2 แบบจะมีผลต่อต้นยางพาราเหมือน ๆ กัน คือทำให้ท่อน้ำยางถูกเปิดอยู่ได้นาน น้ำยางจึงไหลได้นาน จึงทำให้ได้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากขึ้น เมือ่พิจารณาลึก ๆ แล้ว จะเห็นว่าเป็นการยืดระยะเวลาการไหลของน้ำยางให้นานขึ้น ไม่ได้เป็นการเร่งให้เร็วขึ้น ดังนั้นในบทความนี้ จึงขอให้คำว่า การเพิ่มผลผลิตน้ำยางแทนคำว่า การเร่งน้ำยาง

การเพิ่มผลผลิตน้ำยางโดยการทาหรือหยดด้วย "เอทธิฟอน"

“เอทธิฟอน” สารออกฤทธิ์ของยาเร่งน้ำยางโดยทั่วไปการเพิ่มผลผลิตน้ำยางแบบนี้เป็นการใช้สารเคมีที่มีจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาด เช่น อีเทรล, อีเท็กซ์, ซีฟ่า, โปรเทล เป็นต้น ซึ่งจะให้สารออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า “เอทธิฟอน” โดยใช้ในอัตราความเข้มข้น 2.5 % ด้วยการผสมน้ำ แล้วใช้หยดลงบนรอยกรีด 1 ครั้ง/เดือน ซึ่งจะมีต้นทุนที่ถูกมากคือ 3 บาท/ต้น/ปี แต่สามารถทำให้ได้รับผลผลิตเพิ่มมากขึ้นมากกว่าเดิม 30 %

เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตน้ำยางโดยการใช้ "เอทธิลีน"

เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตน้ำยางโดยการใช้ การเพิ่มผลผลิตน้ำยางแบบนี้เป็นการเพิ่ม “ฮอร์โมนหรือแก๊สเอทธิลีน”ความเข้มข้น 68-99 % เข้าสู่เปลือกยางและท่อน้ำยาง โดยจะใช้ร่วมกับอุปกรณ์ให้ฮอร์โมนหรือแก๊ส ในปัจจุบันที่พอจะพบเห็นได้บ้าง มีอุปกรณ์การให้ฮอร์โมน อยู่ 2 แบบ(ซึ่งลักษณะจะเป็นไปตามที่บริษัทที่จัดจำหน่าย) คือแบบ RRIMFlow (ริมโฟลว์) และแบบ LET I (เลท ไอ)  แต่โดยหลักการแล้ว จะเหมือนกัน คือจะมีการติดตั้งอุปกรณ์ให้ฮอร์โมนหรือแก๊สไว้ใก้ล ๆ รอยกรีด และมีการอัดฮอร์โมนเข้าสู่อุปกรณ์นี้ 6-15 วัน/ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของอุปกรณ์ที่ติดตั้ง

สำหรับการกรีด จะใช้รอยกรีดสั้น ความยาว 1/8 ของลำต้น หรือประมาณ 4 นิ้ว  โดยกรีดวัน เว้น สอง วัน  หรือเว้น 60-72 ชั่วโมง เพื่อให้ต้นยางสามารถสร้างน้ำยางมาทดแทน ได้ทัน ซึ่งจะทำการกรีดตอนประมาณ 15.00 น.- 18.00 น. ปล่อยให้น้ำยางไหลตลอดทั้งคืน (13-15 ชม.) แล้วจึงเก็บน้ำยางตอนเช้า (07.00 น. – 08.00 น.)

ถึงแม้ว่าการใช้สารเคมี ไม่ว่าแบบทาหรือหยด หรือแบบแก๊ส จะทำให้ได้ผลผลิตน้ำยางมากขึ้นจนน่าตื่นตาตื่นใจ ก็ตาม ผู้ใช้เองก็ต้องระมัดระวังในการใช้ และควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีนี้ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

  1. ใช้กับพันธุ์ยางพารที่ตอบสนองต่อสารเคมีเพิ่มผลผลิตน้ำยาง เท่านั้น เช่น พันธุ์ RRIM 600, PR 255, AVROS 2037 และ GT 1
  2. ต้องเป็นสวนยางพาราที่มีต้นยางสมบูรณ์ ลำต้นโต ทรงพุ่มและใบสมบูรณ์ดี(หมายถึงว่า ต้นยางพาราจะต้องได้รับธาตุอาหารอย่างเพียงพอจากดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ครบถ้วน)
  3. ต้นยางพาราต้องมีเปลือกกรีดที่หนาและสมบูรณ์ ไม่แนะนำให้ใช้กับต้นยางพาราที่มีเปลือกงอกใหม่บาง
  4. สวนยางพาราต้องอยู่ในเขตพื้นที่ฝนตกมากเพียงพอ ซึ่งจะทำให้มีความชื้นในดินสูง
  5. หลังจากกรีดยางแล้ว ต้องหยุดพัก 60-72 ชั่วโมง หรือ 2 วัน แล้วจึงทำการกรีดครั้งต่อไป (9 วัน กรีด 3 ครั้ง)
  6. ควรทำตามคำแนะนำที่ทางบริษัทผู้ให้บริการในเรื่องนี้แนะนำอย่างเคร่งครัด เช่น จำนวนแก๊สที่อัดแต่ละครั้ง หรือจำนวนวันต่อการอัดแก๊ส เป็นต้น

เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตน้ำยางโดยการใช้ฮอร์โมนหรือแก๊สเอทธิลีน นั้น เป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาของสถาบันวิจัยยางมาเลเซีย หรือ RRIM-Rubber Research Institute of Malaysia (ในปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Malaysian Rubber Board หรือ MRB) โดยนักวิจัยที่ชื่อ ดร.สิวา กุมาราน อดีตผู้อำนวยการโครงการวิจัยและพัฒนาของสถาบันวิจัยยางมาเลเซีย หลังจากนั้น ก็ได้มีการใช้ฮอร์โมนหรือแก๊สเอทธิลีนเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำยางในสวนยางแปลงใหญ่ ๆ ของรัฐบาลมาเลเซีย และเอกชนมานานมากกว่า 15 ปี และได้ข้อพิสูจน์ว่า วิธีการดังกล่าวทำให้ได้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากกว่าการกรีดแบบปกติ 2-3 เท่าตัวต่อเดือน และไม่ทำให้ต้นยางทรุดโทรมเสียหาย รวมถึงคุณสมบัติของไม้ยางพาราที่ใช้ฮอร์โมนหรือแก๊ส ก็มีคุณสมบัติเหมือนกับไม้ยางที่ไม่ใช้ฮอร์โมนหรือแก๊ส ทุกประการ

สำหรับในประเทศไทย  ได้มีการนำเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตน้ำยางโดยการใช้ฮอร์โมนหรือแก๊สเอทธิลีน เข้ามาทดลองที่ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี เมื่อ 7 ปี ที่ผ่านมา และนักวิชาการเกษตร ของศูนย์ฯ ก็ได้ให้การยอมรับว่าสามารถเพิ่มผลผลิตน้ำยางโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อต้นยางพารา และได้มีการใช้จริงในสวนยางของเกษตรกรชาวสวนยางทั่วไปมาประมาณ 5 ปีแล้ว

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 17 กรกฏาคม 2009 เวลา 15:07 น.