เมื่อ 2-3 วันก่อน ผมได้มีโอกาสไปดูสวนยางพาราที่ปลูกด้วยพันธุ์ RRIT 251 หรือพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251 หรือที่รู้จักกันในหมู่ชาวสวนยางว่า พันธุ์บ้านเลียบ สวนยางแปลงนี้เป็นของคุณยายคนหนึ่งในจังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ สภาพพื้นที่เคยเป็นที่นา แต่น้ำไม่ท่วม ปลูกด้วยยางพันธุ์ RRIT 251 ล้วน ๆ อายุต้นยางประมาณ 12 ปี เปิดกรีดไปแล้ว 5 ปีกว่า ๆ (หน้าแรกกรีดได้ประมาณ 4 ปี ตอนนี้กรีดอยู่หน้าที่ 2 ซึ่งกรีดได้ปีกว่า ๆ)





ในปัจจุบันนี้
ไหน ๆ ก็มาถึงเรื่องราวของสกย.หรือสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางแล้ว ก็อยากจประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับลักษณะสวนยางพาราที่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการสงเคราะห์เพื่อปลูกแทน ตาม พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 แก้ไขโดย พ.ร.บ. พ.ศ. 2505 พ.ศ. 2518 และ พ.ศ. 2530 และตามระเบียบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยเรื่องการให้การสงเคราะห์เพื่อปลูกแทน ปี 2551 ดังนี้ ครับ
การพิจารณาช่วงเวลที่เหมาะสมในการปลูกยางพารานั้น มีหลักการพิจารณาอยู่ว่า เมื่อปลูกแล้วก็ควรได้รับฝนต่อไปอีกสักประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ต้นยางแตกรากหรือตั้งตัวได้ทันก่อนที่ฝนจะหมด ดังนั้น การปลูกยางพาราในต้นฤดูฝน(ช่วงนี้) จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกว่าการปลูกปลายฤดูฝน เนื่องเพราะหากปลูกปลายฤดูฝน หากปีนั้น ๆ ฝนหยุดตกหรือทิ้งช่วงเร็วก่อนที่ต้นยางพาราจะตั้งตัวทัน ก็จะเข้าสู่หน้าแล้งหรือฤดูร้อนซึ่งอาจทำให้ต้นยางตายได้
ทุกวันนี้ หากใครไม่เคยได้ยินคำว่า “RRIM 600 ยอดดำ” อาจถือได้ว่าอยู่ห่างไกลกับการปลูกยางพาราหรือเกษตรกรชาวสวนยางพารา เพราะเรื่องนี้มีการพูดถึงกันมาก ๆ ผู้เขียนเองก็ได้รับฟังเรื่องนี้มาประมาณ 2-3 ปี เห็นจะได้ และในตอนนั้น ก็ไม่ได้สืบเสาะหรือค้นหาความจริงในเรื่องนี้มากนัก จนปัจจุบันนี้ เมื่อได้พิจารณาในบางมุมมอง ก็ทำให้ต้องสืบเสาะค้นหาเพื่อจะได้นำมาเล่าสู่กันฟัง และไม่ต้องการให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา ต้องจ่ายค่าพันธุ์ยางมากกว่าที่ควรเป็น (จ่ายค่าปุ๋ยก็แสนแพงอยู่แล้ว) เนื่องจากพันธุ์ยางที่ว่า มีราคาแพงกว่า RRIM 600 ต้นละ 1 บาท(เป็นอย่างน้อย)
ในบรรดาวัสดุปลูก ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิด คือ ต้นตอตาเขียว, ต้นยางชำถุง และ ต้นติดตาในแปลง นั้น ยางชำถุง เป็นวัสดุปลูกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการทำสวนยางพารา ซึ่งในการผลิตยางชำถุงนัน สามารถทำได้ 2 แบบ คือ การนำต้นตอตาเขียวไปชำในถุง และแบบปลูกด้วยเมล็ดในถุง เมื่อต้นกล้ายางโตได้ขนาดแล้วจึงทำการติดตา ตัดยอดเดิมทิ้ง ซึ่งทั้ง 2 แบบ ทำการเลี้ยงกิ่งตาใหม่ในถุงชำไว้ 2-3 เดือน จนได้กล้ายางขนาดความสูง 1-2 ฉัตร พร้อมที่จะนำไปปลูกในสวนยางพาราจริง ปัญหาของเจ้าของสวนยางพารามือใหม่ ก็คือว่า เมื่อเราจะไปสั่งซื้อ หรือต้องตรวจรับยางชำถุง เราจะดูและรู้ได้อย่างไรว่ายางชำแต่ละถุง หรือที่สุ่มมาตรวจดู เป็นยางชำถุงที่สมบูรณ์และได้มาตรฐานที่เมื่อนำไปลูกแล้วจะได้ต้นยางที่เจริญเติบโตได้ดี