การจำแนกพันธุ์ยางพารามี 2 วิธี คือ การจำแนกพันธุ์ยางพาราโดยสายตา โดยมองจากลักษณะภายนอกที่ยางพาราแต่ละพันธุ์แสดงออกมาให้เห็น และการจำแนกพันธุ์ยางพาราทางวิทยาศาสตร์ โดยการศึกษาและจัดทำลายพิมพ์ DNA แม้จะเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง แต่มีขั้นตอนการปฎิบัติที่ยุ่งยาก ต้องใช้เวลา เสียค่าใช้จ่ายมาก จึงนิยมใช้วิธีการจำแนกพันธุ์ยางพาราด้วยสายตามากกว่า เพราะเป็นวีธีที่ตรวจสอบได้ง่าย และตรวจสอบได้จำนวนมาก สะดวกรวดเร็ว สามารถบอกชนิดของพันธุ์ยางได้ทันที การเป็นนักจำแนกพันธุ์ยางที่ประสบผลสำเร็จได้นั้น จึงต้องอาศัยการสังเกต หมั่นฝึกฝนเพิ่มความชำนาญ และที่สำคัญต้องมีหัวศิลป์ด้วย





"การกรีดยาง" เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เกษตรกรชาวสวนยางพาราจะต้องเรียนรู้และหมั่นฝึกปฏิบัติเอาไว้ โดยเฉพาะเกษตรกรในโครงการปลูยางพาราล้านไร่ ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเริ่มลงแปลงปลูกมาตั้งแต่ปี 2547 และใกล้จะให้ผลผลิตได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ โดยปัจจัยแรกสุดและสำคัญที่สุดที่เกษตรกรชาวสวนยางต้องคำนึงถึง ก่อนตัดสินใจเปิดกรีดต้นยาง คือ "ขนาด" ของต้นยาง โดยต้องมีขนาดรอบลำต้นไม่ต่ำกว่า 50 ซม. ที่ระดับสูงจากพื้น150 ซม. ขณะที่ในสวนยางต้องมีต้นยางที่ได้ขนาดดังกล่าวไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสวน จึงเหมาะสมต่อการเปิดกรีด
"ชิคุนกุนยา" หรือโรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา มียุงลายเป็นพาหะ ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการรุนแรงกว่าเด็ก คือจะมีอาการไข้สูงพร้อม ๆ กับการปวดข้อ(ซึ่งอาจพบข้ออักเสบได้) ส่วนใหญ่จะเป็นที่ข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้า อาการปวดข้อจะพบได้หลาย ๆ ข้อเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ (Migratory polyarthritis) อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ และจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา และบางรายอาการปวดข้อจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี แต่ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อก
นับวันพื้นที่สวนยางพาราที่ถือครองเพื่อทำมาหากินโดยเกษตรกรชาวสวนยางมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ เนื่องเพราะหลาย ๆ ครอบครัวจะต้องแบ่งสวนยางให้ลูกหลานเพื่อใช้ทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไป บางอำเภอ ขณะนี้ พื้นที่สวนยางอาจเหลือเพียง 5-7 ไร่ เท่านั้น เมื่อต้องมาพบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ราคายางพาราตกต่ำลงมาเหลือต่ำกว่าต้นทุน ความทุกข์ยากเดือนร้อนจึงหวนกลับมาเดินเคียงข้างชาวสวนยางขนาดเล็กอีกครั้ง(และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย)
จากการทดลองใช้ อีเรเซอร์-วัน+พาร์ทเวย์ ไอพีพี ฉีดพ่นต้นยางพาราที่มีอาการเปลือกแห้งในครั้งนี้
ในภาวะปกติทั่วไปควรทำการฉีดพ่นอีเรเซอร์-วัน+พาร์ทเวย์ ไอพีพี บนหน้ายางหรือหน้ากรีด 7-10 วัน/ครั้ง โดยมีต้นทุนเฉพาะค่าสารฯเพียง 15 สตางค์/ครั้ง/ต้น ซึ่งนับว่าต่ำมาก แต่หากว่าเป็นการเริ่มต้นใช้ในครั้งแรกควรทำการพ่นสารฯ ให้ได้ 5 ครั้งภายในระยะเวลาประมาณ 15 วัน หรือฉีดพ่น 3 วัน/ครั้ง ผลการแนะนำและทดลองใช้ในสวนยางพาราของชาวสวนยางขนาดเล็ก จำนวน 11 ราย (การติดตามผลการทดลองใช้ไม่สามารถติดตามได้ต่อเนื่องโดยตลอด เนื่องจากเจ้าของสวนยางจำเป็นต้องหยุดกรีดยางเมื่อต้นยางเริ่มผลิใบใหม่หลังการผลัดใบ) แต่กระนั้น ผลที่ได้รับทราบ พบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันตามที่จะกล่าวต่อไป ตามลำดับวันเวลาที่ผ่านไปหลังจากฉีดพ่นอีเรเซอร์-วัน+พาร์ทเวย์ ไอพีพี ดังนี้
นับเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากพอ ๆ กับน่ายินดีที่ประเทศไทย โดยบริษัทออร์กาเนลไลฟ์(ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้กำเนิดนวัตกรรมใหม่ประเภทสารอินทรีย์ทางการเกษตร(Organic inovations)หลายชนิด ซึ่งล้วนส่งผลทำให้เกษตรกรหลายสาขาได้รับผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นอย่างน่าพอใจมาก ๆ (Intensive farming) และผลิตภัณฑ์เด็ดสำหรับชาวสวนยางพาราที่อยากจะกล่าวหรือแนะนำในขณะนี้ก็คือ อีเรเซอร์-วัน+พาร์ทเวย์ ไอพีพี (Eraser-1+Pathway#IPP) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ควรใช้ควบคู่กันไปพร้อม ๆ กัน และมั่นใจว่าในภาวะที่โลกหรือระบบนิเวศน์เป็นแบบนี้ ผลิตภัณฑ์นี้จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ปลูกสร้างสวนยางพาราทุกคนต้องใช้ หรือควรใช้